วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

art of relaxation


ปีหน้าที่กำลังจะมาถึง เราได้แต่คาดการณ์กันไปต่างๆว่าชีวิตในวันต่อไปหรือปีต่อไปจะต้องดีกว่าวันนี้
หลายคนยังคงอยู่กับความฝัน แต่"การฝัน" เหล่านั้น ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดและฝันกันได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพียงแต่ฝันดีหรือร้าย นั่นก็คงแล้วแต่โชคของแต่ละคน

ช่วงครึ่งปีหลังมานี้ การสอนโยคะของเราจะเน้นไปที่การกำหนดลมหายใจเป็นส่วนใหญ่ และเน้นการหายใจให้สัมพันธ์กับท่าฝึก เหตุผลที่ต้องเน้นเรื่องนี้ เพราะการฝึกหายใจเป็นการสร้างสมาธิในระดับพื้นฐานที่สำคัญมากครับ


การพักหลังจากการฝึกโยคะทุกครั้งเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน เรามาลองศึกษาเรื่อง การนอนพักผ่อนกันดูบ้าง

หากเราสังเกตุเด็กทารกขณะที่นอนหลับ จะเห็นว่าเด็กทิ้งนำ้หนักตัวทั้งหมดลงบนที่นอนโดยไม่มีการเกร็งกล้ามเนื้อส่วนใดเลย
กรณีเดียวกัน ชนเผ่าเร่ร่อนที่มีการเดินทางตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อเดินทางถึงแหล่งพักอาศัย ที่มีแหล่งนำ้อยู่ใกล้ คนเหล่านั้นก็จะทิ้งตัวลงนอนบนพื้น และวางแขนขาไว้ข้างตัว เสมือนคนที่ปราศจากชีวิต ซึ่งอาการดังกล่าวจะเห็นได้ค่อนข้างชัด ซึ่งการพักแบบนี้ 1 ชม. ทำให้ร่างกายของเขามีความสดชื่นขึ้นมากเท่ากับที่คนปกติทั่วไปพักเป็นเวลายาวนานตลอดทั้งคืน ซึ่งชนเผ่าเหล่านี้สามารถเดินทางได้เป็นระยะเวลายาวนานและไกลได้อย่างมาก ทั้งๆที่มีช่วงเวลาพักผ่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จะเห็นได้ว่า ทารกและชนเผ่าที่เรามองว่าล้าหลัง ไม่ได้หลงลืมศิลปะแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง เพราะพวกเขามีความสามารถที่จะพักผ่อนได้อย่างเต็มที่และสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากคนในเมืองใหญ่ และเมื่อคนเหล่านี้ต้องการพัก เขาจะพักผ่อนอย่างเต็มที่และค่อนข้างลึกซึ้ง ซึ่งส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราการเต้นและความตึงเครียดของหัวใจก็จะลดถอยลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ศูนย์ประสาทที่ถูกใช้งานมากจนเกินไปจะได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง ขณะที่ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อก็ลดระดับลงจนตำ่กว่าความเครียดขั้นพื้นฐาน พลังงานในร่างกายส่วนที่เหลือก็จะถูกผลิตขึ้นมาอย่างสมำ่เสมอ จากเซลล์ต่างๆภายในร่างกาย และสะสมเพื่อความต้องการที่จะนำออกมาใช้ได้ในอนาคต นอกจากนี้ อารมณ์ปั่นป่วนและความวิตกกังวลต่างๆก็จะหายไปจากจิตใจของเราด้วยเช่นเดียวกัน
หลายคนอ่านแล้วอาจสงสัย แต่จากการค้นคว้าหาข้อมูลที่พบมา การพักผ่อนอย่างแท้จริงที่กล่าวมานี้ มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้ปฏิบัติโยคะในอินเดียสมัยโบราณได้เฝ้าดูพฤติกรรมการหลับนอนของบรรดาสัตว์ต่างๆ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ต้องการวันหยุดพักผ่อนในแบบที่คนในสังคมเมืองปฏิบัติ ผู้ฝึกโยคะในระดับสูงจะสามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอย่างแท้จริง โดยการควบคุมสติและจิตใจให้ผ่อนคลายได้อย่างรวดเร็ว
ในภาษาทางการแพทย์จะเรียกกลไกนี้ว่า สมรรถนะในการสะกดยับยั้งการทำงานของกลไกประสาทรับสัมผัสซึ่งสามารถเป็นไปได้ในผู้ที่มีสมาธิในระดับสูงและผ่าการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ตัวอย่างที่กล่าวมา อาจเปรียบเทียบได้กับพนักงานรับโทรศัพท์ คือเมื่อต้องการหยุดพัก และไม่รับโทรศัพท์ก็ปิดสัญญาณรับโทรศัพท์นั่นเอง แม้ว่าสัญญาณที่ส่งมาจะยังคงมีอยู่ แต่เขาจะไม่ได้รับโทรศัพท์ซึ่งทำให้เขาได้พักผ่อนบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลาย
เช่นเดียวกับการนอนอย่างสมบูรณ์และรู้สึกตัว ผู้ฝึกโยคะ ( ทั้งในเบื้องต้น,ระดับสูง และโยคี)หากทำได้ จะสามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับพลังปราณและการหายใจเข้า ออกที่สมบูรณ์ได้ ร่างกายจะเหมือนกับแบตเตอรี่ที่ได้รับการชาร์จพลังอย่างเต็มที่
กรณีดังกล่าวมีการทดลองกับคนไข้ความดันโลหิตสูง 47 คน ให้ทดลองปฏิบัติอาศนะในท่าศพ วันละ 30 นาทีเวลา 40 สัปดาห์ ปรากฏว่า อาการโรคปวดศรีษะ วิงเวียนศรีษะ เส้นประสาท และอารมณ์โกรธฉุนเฉียวง่าย โรคนอนไม่หลับ ได้หายไปจากคนไข้แทบทุกคน (Datey K. Angiology 20 - 1969 )

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ภาพ : Paschimottanasana A ทำ 5 ครั้ง (สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ)


ปีนี้กำลังจะหมดไป และกลายเป็นปีเก่า เรารอให้ปีใหม่มาถึงเร็วๆเพื่อจะได้เริ่มอะไรใหม่ๆ บางคนถึงกับบอกว่า ปีใหม่จะใส่ใจดูแลสุขภาพให้ดีกว่านี้ ?
ปัญหาด้านสุขภาพมักจะมาถึงตัวเราเร็วขนาดที่ว่าเฉียบพลัน โดยที่หลายคนไม่ทันตั้งตัว
และเมื่อถึงเวลานั้น สิ่งแรกที่เรานึกถึงคือ การไปหาหมอ เพื่อให้ช่วยบรรเทาหรือเยียวยาอาการต่างๆที่เกิดขึ้น
หลายคนหมดเงินทองไปกับการรักษาตัวเองเมื่อเจ็บป่วย อาชีพที่เราทำ บางครั้งก็ทำร้ายร่างกายคนเราทางอ้อมได้ หากขาดความพอดีและเหมาะสม

น้อยคนที่จะใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเราเองอย่างจริงจัง

หรืออาจเพราะสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เราประสบกันอยู่ทุกวัน ก็อาจเป็นไปได้
หน้าที่การงาน และบทบาทต่างๆที่เราต้องปฏิบัติ

เราไปฝึกโยคะที่สวนรถไฟบ่อย และการไปแต่ละครั้ง แทบจะจำได้ว่า มีใครบ้างที่ไปออกกำลังหรือบริหารร่างกาย
ทั้งคนที่ไปปั่นจักรยาน คนที่วิ่ง หรือแม้แต่คุณตาคุณยายกลุ่มใหญ่ที่ไปรำไม้พลอง
เป็นภาพที่พบเห็นเป็นประจำ ส่วนวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะมีบางครอบครัวที่พากันมาเดินเล่นออกกำลังกาย

อย่างน้อย การใส่ใจสุขภาพแม้อาทิตย์ละวัน หรือ สองสามวันต่อครั้ง
เคยมีคนค้านว่า ไม่ได้มีเวลาว่างแบบเรา หรือต้องรีบไปทำงาน เลิกงานก็มืดคำ่ จะเอาเวลาที่ไหนไปทำแบบนั้นได้ ขืนไปสายบ่อยมีหวังได้ออกมาวิ่งหรือออกกำลังกายอย่างเดียวแน่ๆ
อาจไม่ใช่การไปวิ่ง ไปออกกำลังจนเหนื่อยหอบ

การเริ่มต้นด้วยการลดอาหารที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ที่มีผลในการบั่นทอนสุขภาพ ก็เป็นอีกทางหนึ่ง
เพิ่มเมนูอาหารสุขภาพบ้างเล็กๆน้อยๆ
ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเมนูอาหารต่างๆกัน

สิ่งที่เราทุกคนมีเท่ากันคือเวลา คนละ 24 ชม ในหนึ่งวัน

เราก็มีเวลาของเรา คุณก็มีของคุณ
สุดแท้แต่ว่า ใครจะจัดสรรเวลาที่มีอย่างไร
คงไม่มีใครบอกเราได้ดีเท่าตัวของเราเอง


วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แกนของร่างกายมนุษย์ กับอาการปวดหลัง

แกนของร่างกายมนุษย์เราก็คือกระดูกสันหลัง ซึ่งประกอบไปด้วยกระดูกต่างๆที่มีหลายชิ้น กระดูกสันหลังเป็นส่วนที่รับนำ้หนักของร่างกาย และเป็นส่วนที่ช่วยในการทรงตัวขุ้นพื้นฐาน ช่วยในการเคลื่อนไหวร่างกายไปในทิศต่างๆเช่นเดียวกัน

ร่างกายของคนเราสามารถกำหนดท่าทางต่างๆในการยืนเดินนั่งนอนได้นับไม่ถ้วน แต่รูปแบบหลักที่สำคัญคือ ยืน นั่ง และนอน ซึ่งท่าทางต่างๆเหล่านี้ กระดูกสันหลังจะมีส่วนช่วยเป้นอย่างมาก โดยเฉพาะท่ายืนและท่านั่ง ซึ่งความสมดุลนี้ได้สอดคล้องกับกฏธรรมชาติและแรงโน้มถ่วง แต่หากเราโค้งตัวหรือโค้งโครงกระดูกสันหลังออกไป เท่ากับว่าเราได้เลื่อนเอาจุดศูนย์กลางของแรงโน้มถ่วงออกไปด้วย



และความสมดุลและการทรงตัวของเราจะอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงมาก แต่ร่างกายจะมีการปรับสมดุลดังกล่าว โดยกล้ามเนื้อรอบๆกระดูกสันหลังจะรับแรงกด ซึ่งจุดนี้เราจะพบว่า มีอาการปวดหลัง บางคนก็จะมีอาการดังกล่าวเสมอ
การทำให้โครงกระดูกและกระดูกสันหลังตั้งตรงในขณะยืนก็มีผลในทางจิตวิทยาด้วย เช่นคนที่เศร้าโศกมักจะเดินด้วยไหล่โค้งงอ และหลังไม่ตรง ทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่รอบกระดูกสันหลังเจ็บปวดไปด้วย ซึ่งมีผลทำให้สภาพจิตทรุดหนักลงไปอีก

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ควรฝึกโยคะตามหนังสือเล่มไหนดี?


ตำราฝึกโยคะมีขายทั่วไป ซึ่งเราสามารถหาได้ไม่ยากครับ ตามร้านหนังสือใหญ่ๆจะหาได้ง่ายกว่าร้านเล็ก ส่วนนิตยสารก็เห็นมีวางขายอยู่เช่นเดียวกัน ส่วนจะให้เราแนะนำว่าเล่มไหนดีกว่าเล่มไหน คงต้องให้ผู้ที่สนใจทดลองอ่านและเปรียบเทียบเอาเอง ตามแต่ความสนใจและความชอบของแต่ละคน มีสิ่งหนึ่งที่แนะนำได้คือ หนังสือทุกเล่มมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ดังนั้นจึงหาตำราฝึกที่ดีที่สุดไม่ได้ครับ เพราะความต่างที่กล่าวมา
สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ตำราฝึกเล่มไหนก็ไม่สำคัญเท่าตัวคุณเอง เพราะการฝึกโยคะนั้น ตำราที่ใช้ฝึกท่องจำและอ่านประกอบการฝึก มีเพียง 1 ส่วน แต่สิ่งสำคัญคือ การฝึกฝน ความอดทนและความตั้งใจพยายาม เป็น 99 ส่วนที่เหลือครับ ถึงเราจะอ่านหนังสือมากมาย แต่ยังไม่ลงมือทำ ก็คงไม่เกิดผลในทางปฏิบัติให้เราได้เห็นและเข้าใจอย่างถูกต้องครับ แม้แต่คนที่ผ่านการฝึกมานาน หลายครั้งที่ท่าฝึกต่างๆ หากไม่เข้าใจถึงแก่นหรือหลักของท่านั้นๆ ก็ยังไม่สามารถทำแล้วเกิดผลตามที่หนังสือหรือตำราบอกไว้เช่นเดียวกัน
ทางที่ดีเราอ่านหนังสือ แล้วค่อยๆทำตามไปทีละขั้นตอน ส่วนหนังสือนั้น หากเริ่มจากเล่มที่เราชอบที่สุด จะทำให้เราฝึกได้สนุกด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เหตุผลที่ต้องยืดแนวสันหลัง แขน และขา


การยืดแนวกระดูกสันหลัง แขน และขา เป็นสิ่งที่เราพูดเสมอ สำหรับผู้ฝึกใหม่อาจสงสัยว่า ทำไมต้องยืดเหยียดแขนขาให้ตรง อย่างอเข่า งอแขนหรือข้อศอก
เหตุผลหนึ่งคือ ร่างกายของเราจะไม่ยืดหยุ่นผ่อนคลายตามที่ควรจะเป็น ซึ่งหัวใจของการฝึกโยคะคือการฝึกให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ได้ขยับข้อต่อ กระดูกต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการปรับสมดุลของร่างกาย และขณะเดียวกัน เรายังต้องควบคุมลมหายใจให้ถูกต้อง สมำ่เสมอ เพราะหากเราทำได้อย่างที่กล่าวมา เท่ากับว่า เราได้ปรับสมดุลของร่างกายในระดับพื้นฐานได้ ส่วนจะมากหรือน้อยแค่ไหนนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนครับ

ท่าฝึกใหม่ครับ





การฝึก
- นั่งตัวตรง พับขาขวามาด้านหน้าคล้ายนั่งขัดสมาธิ พับขาซ้ายให้เข่าตั้งฉากกับพื้น (ตามภาพ)
- ยกขาซ้ายข้ามและไปไขว้เหนือเข่าและขาด้านขวา โดยที่เข่ายังตั้งสูง
- หมุนตัวเอียงมาทางด้านซ้าย ก้มตัวลงเล็กน้อย (สังเกตุว่า หมุนตัวไปด้านเดียวกันกับเข่าที่ตั้งขึ้นมา)
- แขนขวาดันเข่าและขาซ้ายที่ตั่งอยู่ แล้วเอื้อมมือไปจับเข่าขวาที่วางอยู่กับพื้น
- แขนซ้าย ยกขึ้นช้าๆ หายใจเข้า และขณะที่หายใจออก วางมือไปด้านหลังกับพื้น และหันหน้าไปด้านหลัง(หันไปด้านซ้ายจนสุด) แล้วหายใจออกอย่างช้าๆ ประมาณ 5 - 8 ลมหายใจ
- หันกลับมา และทำลักษณะเดียวกัน แต่เปลี่ยนสลับขาและแขนและทิศทางการหันของหน้าตามเช่นเดียวกันครับ
- (ภาพประกอบล่าง) สำหรับผู้ฝึกที่มีความชำนาญสูงขึ้นอีกในระดับหนึ่งครับ
- ขณะที่เราใช้แขนขวาดันเข่าซ้ายอยู่นั้น ให้สอดแขนเข้าไปใต้ขา และอ้อมไปด้านหลัง และใช้มือจับข้อมือซ้ายที่อ้อมมาด้านหลังแล้วบิดตัวหันไปด้านซ้าย และหายใจเข้าออกช้าๆ เช่นเดียวกับผู้ฝึกในระดับต้น 5 - 8 ลมหายใจเช่นเดียวกัน

*** ข้อควรระวัง
การฝึกในระดับต้นและระดับสูง ควรทำอย่างผ่อนคลายและค่อยเป็นค่อยไปครับ หากฝืนในขณะที่ร่างกายยังไม่พร้อม อาจได้รับความเจ็บปวดช่วงไหล่ แขน หรือหลัง เน้นว่าค่อยเป็นค่อยไปครับ
วันนี้เราทำไม่ได้ วันหน้าเราก็ทำได้ ถ้ามีความตั้งใจและความพยายามครับ อย่าพึ่งท้อเสียก่อน

ดูแลสุขภาพด้วยครับ ห่มผ้าหนาๆ อุ่นๆ และอย่านอนดึก ขณะที่ชีวิตอยู่กับเรา ควรดูแลเขาให้ดีๆครับ
ด้วยความปราถนาดี

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ผักผลไม้สด สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม


วันนี้ในเมนูอาหารของเรามีผักผลไม้บ้างหรือเปล่า
ลองสำรวจดูว่า ตั้งแต่ตื่นนอน เมนูมื้อเช้า กลางวัน เย็น หรือรอบคำ่รอบดึก ซึ่งก็คงแล้วแต่กิจวัตรและชีวิตประจำวันของแต่ละคน
หากเป็นไปได้ เราขอแนะนำให้เพิ่มเมนูผักและผลไม้ลงไปในแต่ละวัน เริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาก
และที่สำคัญ ผักผลไม้นั้นต้องสดครับ
เช่นอาจหาผักสดสามสี่ชนิดใส่จานขนาดกลางไม่ใหญ่มาก หรือผลไม้สักสองสามลูก ล้างให้สะอาดพอประมาณ เช่นแอปเปิล เราไม่ต้องปอกเปลือก แล้วทานผักผลไม้นั้นทั้งสดๆ
ถ้าจะให้ดี ลองทานแทนของว่าง สักวันละจาน หรือสองสามวันทานสักจานหนึ่งก็ได้ครับ
ร่างกายเราจะได้รับสารอาหารที่มาจากสิ่งเหล่านี้ โดยที่ไม่ต้องผ่านการสกัดในรูปแบบอื่นแต่อย่างใด
ทำบ่อยๆ หรือทำเท่าที่เรามีโอกาสจะดีมากครับ
ผักผลไม้บ้านเราหาไม่ยาก แต่แนะนำให้ซื้อจากตลาดจะดีกว่าครับ
เราเคยซื้อกล้วยนำ้ว้ามาจากแผนกอาหารในห้างสรรพสินค้า
ขนาดวางไว้เฉยๆเกือบสัปดาห์ ผิวนอกของเปลือกกล้วยยังสีสันสวยงาม ไม่ดำ ไม่เปลี่ยนแปลง
ดูแล้วอันตรายครับ ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร หากเทียบกับกล้วยในตลาดสดแถวบ้าน เปลือกจะเปลี่ยนสีเร็วกว่า
ทานผักผลไม้เยอะแล้วดีหลายอย่างครับ ที่สำคัญคือช่วยระบบขับถ่ายของร่างกายได้ดีมาก

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อุ่นเครื่องร่างกายก่อนลุกจากที่นอน


สวัสดีครับ เรากลับมาจากการพักผ่อนและหาความรู้เพิ่มเติม ภาพที่พบเห็นยังคงเป็นภาพของคนไทยที่ป่วย หน้าตาอิดโรย เคร่งเครียด ซึ่งก็คงไม่ใช่สิ่งใหม่ครับ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมที่เร่งรีบ อย่างไรก็ขอเอาใจช่วยทุกคนให้มีสุขภาพแข็งแรงเช่นเคย
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับร่างกายของมนุษย์ครับ เพื่อนของเราหลายคนมุ่งมั่นทำงาน (ให้คนอื่น ) โดยที่ไม่พักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งน่าเสียดายครับที่ร่างกายเราควรจะได้รับการพักบ้าง เพื่อเป็นการซ่อมบำรุงในส่วนต่างๆ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนจริงๆครับ เพราะเราป่วยไข้แทนกันไม่ได้จริงๆ สุขภาพของใครก็คงต้องดูแลกันเอาเองนะครับ (ด้วยความปราถนาดี)
ท้ายที่สุดแล้ว วันนี้เรามาแนะนำการอุ่นเครื่องร่างกายเมื่อตื่นนอน แบบไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวายมากครับ ไม่เกินห้านาที และทำในขณะนอนบนเตียงนอน ซึ่งก้ยังดีกว่าการที่เราลุกขึ้นมาแล้วรีบเร่งไปทำกิจวัตรและลืมการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในที่สุด อันนี้ก็แล้วแต่สะดวกครับ ไม่ว่ากันถ้าใครจะนำไปทำตามหรือไม่

การปฏิบัติ
หลังจากรู้สึกตัวว่าตื่นนอนแล้ว ตั้งสมาธิ หรือตั้งสติสักครู่ นอนหงาย ลำตัวตรง ขาทั้งสองชิดติดกัน มือสองข้างวางขนานลำตัว หายใจเข้าออกช้าๆ โดยปิกปาก และหายใจทางจมูกให้มีเสียงลมหายใจผ่านลำคอ เราจะรู้สึกได้ว่า หายใจได้ลึกขึ้น หายใจลักษณะนี้สักครู่ ประมาณ 3 นาที แล้วค่อยๆขยับนิ้วเท้าทั้งสองทุกนิ้ว เพื่อให้ร่างกายตื่นตัว แล้วจึงขยับนิ้วมือในลักษณะเช่นเดียวกัน ( ยังคงหายใจลึกๆผ่านลำคอครับ)
หลังจากร่างกายเริ่มรู้สึกตื่นตัวแล้ว จึงหันหน้าไปทางด้านซ้าย จนแก้มชิดกับที่นอน และหันไปทางด้านขวา ทั้งสองข้างทำอย่างค่อยเป็นไปครับ ไม่ควรรีบเร่ง
ขั้นต่อไปให้ประสานมือทั้งสองข้างแล้วยืดเหนือศรีษะ แล้วพลิกฝ่ามือหงาย เหยียดให้สุดและหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับยืดร่างกายทุกส่วนไปพร้อมกัน ( ปลายมือจรดปลายเท้า ) แล้วจึงหายใจออกอย่างผ่อนคลาย และปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลาย ( วิธีการคล้ายกับบิดตัวเวลาเมื่อย) แล้วหายใจเข้าออกลึกๆอีกสามสี่ครั้ง และหันตัวเอียงด้านใดด้านหนึ่ง แล้วดันตัวลุกขึ้นจากที่นอน
เท่านี้เราก้พร้อมที่จะทำกิจกรรมประจำวันได้แล้วครับ ทำไม่ยาก แต่ส่วนมากเราตื่นแล้วมักจะลุกมายืนงงกันเป็นส่วนมาก หากไม่ลืม ลองทำดูบ้างก็ดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การหายใจแบบโยคะ


การหายใจแบบโยคะ (วิธีแรก)

อีกครั้งกับการหายใจ ที่มีคนถามบ่อยเรื่องการหายใจแบบโยคะ ว่าเป็นอย่างไร

ที่จริงแล้วการหายใจแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับผู้ฝึกโยคะ และคนทั่วไป

เพราะหากเราสังเกตุดีๆ การหายใจแบบนี้เป็นการหายใจที่เป้นธรรมชาติมาก เหมือนกับเด็กเล็กๆที่นอนหลับ ลองสังเกตุดูเขาดีๆครับ

หายใจเข้าท้องจะป่อง หายใจออกท้องจะแฟบ วันนี้เลยมาแนะนำกันอีกครั้ง ส่วนใครที่เข้าใจหรือรู้แล้วก็ขออภัยครับที่ต้องมาเล่าอีกครั้ง

อากาศที่ร่างกายนำมาใช้ คือออกซิเจน สำหรับฟอกเลือดในร่างกาย ซึ่งในชีวิตประจำวัน เราหายใจรับออกซิเจนเพียงเล็กน้อย สำหรับการฝึกโยคะ การหายใจเป็นส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เราได้นำออกซเจนเข้าไปทั่วถึงทุกส่วนของร่างกายครับ

การหายใจแบบใช้หน้าท้อง (ตามภาพ)

เราใช้การยุบและพองหน้าท้อง คือขณะสูดลมหายใจเข้า เราทำให้ท้องพอง(พุงป่อง)ซึ่งวิธีนี้ ทำให้กะบังลมยื่นลงมาทางด้านล่าง และทำให้ปอดได้ขยายตัวเต็มที่เช่นกัน ซึ่งเมื่อเราหายใจออก กะบังลมจะยกขึ้น และปอดก็จะยุบตัวลงด้วย ท้องเราก็จะแฟบตามไป และหากเราทำหน้าท้องแฟบมากๆ โดยการหายใจออกให้หมด จนหน้าท้องยุบลงไปหากระดูกสันหลัง จะยิ่งทำให้เราหายใจได้ลึกมากขึ้น


วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

พลังจักรวาล (energy cosmic)



วันนี้เป็นเริ่มต้นของวันหยุดยาวอีกครั้งหนึ่ง 

ช่วงนี้เราอ่านเนื้อหาของความรู้ที่คู่ไปกับการฝึกโยคะบ้างนะครับ เดี๋ยวจะเน้นไปทางการฝึกจนมากเกินไป อะไรตึงไปก็ไม่ดีครับ

เรื่องของพลังจักรวาลและปราณ

ในตำราโยคะกล่าวถึงพลังจากจักรวาลและปราณไว้อย่างไรบ้าง เรื่องนี้รู้ไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร เราลองมาดูกันครับ 

อาจารย์ทางด้านโยคะ กล่าวไว้ว่า หากเราฝึกโยคะได้ดี เราจะสามารถรับและควบคุมพลังจากจักรวาลได้  ไม่ใช่แค่การมีสุขภาพที่ดี  แต่ยังเป็นหนทางแห่งการรู้แจ้ง และช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20  ที่ผ่านมา โรเบิร์ต เอ.มิลิแคน นักฟิสิกส์สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ได้ค้นพบพลังงานชนิดหนึ่งในจักรวาล ซึ่งได้ตั้งชื่อว่า "รังสีคอสมิค" รังสีนี้มีกำเนิดอย่างไรไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่มีผู้ทำการค้นคว้าว่ารังสีดังกล่าวมีอานุภาพต่อพลังชีวิต(ปราณ)รวมถึงคนเราด้วย 

แล้วพลังดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโยคะอย่างไร 


ผู้ฝึกโยคะจะทราบว่า  โยคะมีท่าฝึกสำคัญ ที่บอกให้เรารับพลังจักรวาล 

ซึ่งท่าฝึกนั้นก็คือท่า " สุริยนมัสการ " นั่นเองครับ 


ในคัมภีร์โบราณกล่าวไว้ว่า ท่านี้เป็นท่าที่ฤษีวิศวามิตรสอนพระรามไว้ ในครั้งที่ทำศึกกรุงลงกา เพื่อรับเอาอานุภาพจากพระอาทิตย์มาสู่ตนเองก่อนออกสู้รบ


ส่วนคัมภีร์โบราณอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาในเล่มนี้ส่วนใหญ่  เราใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต  

นั่นคือ ภควัทคีตา ครับ  

เนื้อหาหลักๆอยู่ที่ตอนพระกฤษณะสอนอรชุนเมื่อครั้งออกศึกสงครามมหาภารตะ ที่สมรภูมิ คุรุคเชทระ 

คือ " หากเข้าถึงโยคะ ก็จะเข้าถึงพลังแห่งจักรวาล" 


ซึ่ง มหาริชชีมเหชโยค ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า โยคะจะรักษาสมดุลของจิต นำมาซึ่งความสงบ สติปัญญา และพลังในการสร้างสรรค์ เมื่อเรารับพลังจักรวาล จิตของเราจะมีพลัง การยิงธนูของอารจุนะก็เช่นเดียวกัน หากจิตใจมีพลังเข้มแข็ง การโน้มธนูก้มีพลัง เป้าหมายจะแจ่มชัด และนำมาซึ่งชัยชนะ ซึ่งในปัจจุบันได้รวมไปถึงเรื่องธุรกิจ การงาน การเรียนและอื่นๆไว้ด้วยเช่นเดียวกัน

  ส่วนในเรื่องของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและข้อต่อต่างๆนั้น โยคะแตกต่างกับการออกกำลังกายหรือการฝึกกล้ามเนื้อ ( muscle training ) อย่างเห็นได้ชัด โยคะเป็นการเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ผ่อนคลาย ขณะเดียวกันก้เป็นการยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืดและข้อต่อต่างๆ ต่างกับการฝึกกล้ามเนื้อที่อาศัยการหดกล้ามเนื้อและข้อต่อ ซึ่งปกติกล้ามเนื้อที่ส่วนปลายเป็นเอ็น ถ้าไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ มันจะค่อยๆกลายเป็นเอ็นไปทีละน้อย นับเป็นความเสื่ิอมชราของกล้ามเนื้อและข้อต่อตามธรรมชาติลักษณะหนึ่ง พอนานเข้า เราก้ยืดไม่ออก แต่หากเราปฏิบัติโยคะ จะยืดกล้ามเนื้อ เอ็น พังผืด และข้อต่ออยู่เสมอๆ จึงเป้นผลให้รักษาความอ่อนเยาว์ของอวัยวะเหล่านี้ได้

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ขออภัยทุกคนด้วยครับ

ขออภัยทุกท่านครับ 

 หลังจากที่ทำบล็อกนี้ขึ้นมาเป็นเวลาพอประมาณ ขณะนี้เราได้ทำการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลหลักๆ ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อบล็อกใหม่และตั้งอย่างเป็นทางการ และอาจทำให้ผู้ติดตามเก่าๆหา url ไม่เจอ จึงขออภัยด้วยครับ
ส่วนท่านที่เข้ามาพบใหม่ๆเราก็ยินดีต้อนรับเช่นเดียวกันครับ 

http://www.krshnayoga.blogspot.com

จึงอาจทำให้ข้อมูลบางท่านขาดหายไป

กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
26 มิถุนายน 2552

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เหยียดตัว ยืดแขนและขา



ท่านี้ฝึกยืดลำตัวและแขนขาในอีกลักษณะหนึ่งครับ

เริ่มต้นโดยการนอนควำ่หน้า แขนทั้งสองวางขนานลำตัว หายใจเข้าออกช้าๆอย่างผ่อนคลายก่อนสักครู่ แล้วจึงเริ่มฝึกท่านี้ครับ
  เริ่มต้นหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ และค่อยๆยกลำตัวและศรีษะขึ้น แล้วยกแขนทั้งสองขึ้นพร้อมกัน (ขนานลำตัวและพื้น) แล้วยกขาทั้งสองขึ้นเช่นเดียวกัน ถ้านึกไม่ออกลองนึกภาพเหมือนเรากำลังเหาะหรือบินครับ แล้วมองตรงไปด้านหน้า เพ่งไปจุดใดจุดหนึ่ง
   ค้างไว้สักครู่ แล้วเลื่อนมือทั้งสองมาข้างหน้า ขณะเดียวกัน เราหายใจออกช้าๆเช่นกัน พนมมือ และเหยียดแขนไปข้างหน้าให้สุด แต่ไม่ใช่การเกร็งแขนนะครับ แล้วหายใจเข้าและเหยียดตัวตรง ยกแขน ขา แล้วก้มศรีษะลงไประหว่างแขนทั้งสอง ค้างไว้สักครู่ครับ และเมื่อชำนาญ เราอาจเหยียดแขนทั้งสองให้สุดได้มากกว่าเดิม

*** การฝึกครั้งแรก เราอาจค้างในท่านี้ได้ไม่นาน อย่าฝืนจนร่างกายรู้สึกว่าไม่ไหวนะครับ ให้ทำในลักษณะของการฝึกและเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายเราก็พอครับ อาจทำได้วันละไม่มาก แต่ต้องทำประจำครับ

  โยคะเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งในเรื่องของความเพียร สมาธิ และความอดทน ที่เราต้องทำด้วยตัวเองครับ ไม่มีใครมาทำแทนเราได้ ส่วนใครจะมีความเพียรมากน้อยอย่างไรนั้น เราคงได้แต่คิดว่า เป็นเรื่องของแต่ละคนไปครับ ทำได้มากน้อยเราไม่ว่ากัน เพราะโยคะไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการแข่งขัน ซึ่งไม่เหมือนกับเรื่องของธุรกิจที่วุ่นวายในโลกนี้ครับ 
นมัสเต