วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ควรฝึกโยคะตามหนังสือเล่มไหนดี?


ตำราฝึกโยคะมีขายทั่วไป ซึ่งเราสามารถหาได้ไม่ยากครับ ตามร้านหนังสือใหญ่ๆจะหาได้ง่ายกว่าร้านเล็ก ส่วนนิตยสารก็เห็นมีวางขายอยู่เช่นเดียวกัน ส่วนจะให้เราแนะนำว่าเล่มไหนดีกว่าเล่มไหน คงต้องให้ผู้ที่สนใจทดลองอ่านและเปรียบเทียบเอาเอง ตามแต่ความสนใจและความชอบของแต่ละคน มีสิ่งหนึ่งที่แนะนำได้คือ หนังสือทุกเล่มมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ดังนั้นจึงหาตำราฝึกที่ดีที่สุดไม่ได้ครับ เพราะความต่างที่กล่าวมา
สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ตำราฝึกเล่มไหนก็ไม่สำคัญเท่าตัวคุณเอง เพราะการฝึกโยคะนั้น ตำราที่ใช้ฝึกท่องจำและอ่านประกอบการฝึก มีเพียง 1 ส่วน แต่สิ่งสำคัญคือ การฝึกฝน ความอดทนและความตั้งใจพยายาม เป็น 99 ส่วนที่เหลือครับ ถึงเราจะอ่านหนังสือมากมาย แต่ยังไม่ลงมือทำ ก็คงไม่เกิดผลในทางปฏิบัติให้เราได้เห็นและเข้าใจอย่างถูกต้องครับ แม้แต่คนที่ผ่านการฝึกมานาน หลายครั้งที่ท่าฝึกต่างๆ หากไม่เข้าใจถึงแก่นหรือหลักของท่านั้นๆ ก็ยังไม่สามารถทำแล้วเกิดผลตามที่หนังสือหรือตำราบอกไว้เช่นเดียวกัน
ทางที่ดีเราอ่านหนังสือ แล้วค่อยๆทำตามไปทีละขั้นตอน ส่วนหนังสือนั้น หากเริ่มจากเล่มที่เราชอบที่สุด จะทำให้เราฝึกได้สนุกด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เหตุผลที่ต้องยืดแนวสันหลัง แขน และขา


การยืดแนวกระดูกสันหลัง แขน และขา เป็นสิ่งที่เราพูดเสมอ สำหรับผู้ฝึกใหม่อาจสงสัยว่า ทำไมต้องยืดเหยียดแขนขาให้ตรง อย่างอเข่า งอแขนหรือข้อศอก
เหตุผลหนึ่งคือ ร่างกายของเราจะไม่ยืดหยุ่นผ่อนคลายตามที่ควรจะเป็น ซึ่งหัวใจของการฝึกโยคะคือการฝึกให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ได้ขยับข้อต่อ กระดูกต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการปรับสมดุลของร่างกาย และขณะเดียวกัน เรายังต้องควบคุมลมหายใจให้ถูกต้อง สมำ่เสมอ เพราะหากเราทำได้อย่างที่กล่าวมา เท่ากับว่า เราได้ปรับสมดุลของร่างกายในระดับพื้นฐานได้ ส่วนจะมากหรือน้อยแค่ไหนนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนครับ

ท่าฝึกใหม่ครับ





การฝึก
- นั่งตัวตรง พับขาขวามาด้านหน้าคล้ายนั่งขัดสมาธิ พับขาซ้ายให้เข่าตั้งฉากกับพื้น (ตามภาพ)
- ยกขาซ้ายข้ามและไปไขว้เหนือเข่าและขาด้านขวา โดยที่เข่ายังตั้งสูง
- หมุนตัวเอียงมาทางด้านซ้าย ก้มตัวลงเล็กน้อย (สังเกตุว่า หมุนตัวไปด้านเดียวกันกับเข่าที่ตั้งขึ้นมา)
- แขนขวาดันเข่าและขาซ้ายที่ตั่งอยู่ แล้วเอื้อมมือไปจับเข่าขวาที่วางอยู่กับพื้น
- แขนซ้าย ยกขึ้นช้าๆ หายใจเข้า และขณะที่หายใจออก วางมือไปด้านหลังกับพื้น และหันหน้าไปด้านหลัง(หันไปด้านซ้ายจนสุด) แล้วหายใจออกอย่างช้าๆ ประมาณ 5 - 8 ลมหายใจ
- หันกลับมา และทำลักษณะเดียวกัน แต่เปลี่ยนสลับขาและแขนและทิศทางการหันของหน้าตามเช่นเดียวกันครับ
- (ภาพประกอบล่าง) สำหรับผู้ฝึกที่มีความชำนาญสูงขึ้นอีกในระดับหนึ่งครับ
- ขณะที่เราใช้แขนขวาดันเข่าซ้ายอยู่นั้น ให้สอดแขนเข้าไปใต้ขา และอ้อมไปด้านหลัง และใช้มือจับข้อมือซ้ายที่อ้อมมาด้านหลังแล้วบิดตัวหันไปด้านซ้าย และหายใจเข้าออกช้าๆ เช่นเดียวกับผู้ฝึกในระดับต้น 5 - 8 ลมหายใจเช่นเดียวกัน

*** ข้อควรระวัง
การฝึกในระดับต้นและระดับสูง ควรทำอย่างผ่อนคลายและค่อยเป็นค่อยไปครับ หากฝืนในขณะที่ร่างกายยังไม่พร้อม อาจได้รับความเจ็บปวดช่วงไหล่ แขน หรือหลัง เน้นว่าค่อยเป็นค่อยไปครับ
วันนี้เราทำไม่ได้ วันหน้าเราก็ทำได้ ถ้ามีความตั้งใจและความพยายามครับ อย่าพึ่งท้อเสียก่อน

ดูแลสุขภาพด้วยครับ ห่มผ้าหนาๆ อุ่นๆ และอย่านอนดึก ขณะที่ชีวิตอยู่กับเรา ควรดูแลเขาให้ดีๆครับ
ด้วยความปราถนาดี

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ผักผลไม้สด สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม


วันนี้ในเมนูอาหารของเรามีผักผลไม้บ้างหรือเปล่า
ลองสำรวจดูว่า ตั้งแต่ตื่นนอน เมนูมื้อเช้า กลางวัน เย็น หรือรอบคำ่รอบดึก ซึ่งก็คงแล้วแต่กิจวัตรและชีวิตประจำวันของแต่ละคน
หากเป็นไปได้ เราขอแนะนำให้เพิ่มเมนูผักและผลไม้ลงไปในแต่ละวัน เริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาก
และที่สำคัญ ผักผลไม้นั้นต้องสดครับ
เช่นอาจหาผักสดสามสี่ชนิดใส่จานขนาดกลางไม่ใหญ่มาก หรือผลไม้สักสองสามลูก ล้างให้สะอาดพอประมาณ เช่นแอปเปิล เราไม่ต้องปอกเปลือก แล้วทานผักผลไม้นั้นทั้งสดๆ
ถ้าจะให้ดี ลองทานแทนของว่าง สักวันละจาน หรือสองสามวันทานสักจานหนึ่งก็ได้ครับ
ร่างกายเราจะได้รับสารอาหารที่มาจากสิ่งเหล่านี้ โดยที่ไม่ต้องผ่านการสกัดในรูปแบบอื่นแต่อย่างใด
ทำบ่อยๆ หรือทำเท่าที่เรามีโอกาสจะดีมากครับ
ผักผลไม้บ้านเราหาไม่ยาก แต่แนะนำให้ซื้อจากตลาดจะดีกว่าครับ
เราเคยซื้อกล้วยนำ้ว้ามาจากแผนกอาหารในห้างสรรพสินค้า
ขนาดวางไว้เฉยๆเกือบสัปดาห์ ผิวนอกของเปลือกกล้วยยังสีสันสวยงาม ไม่ดำ ไม่เปลี่ยนแปลง
ดูแล้วอันตรายครับ ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร หากเทียบกับกล้วยในตลาดสดแถวบ้าน เปลือกจะเปลี่ยนสีเร็วกว่า
ทานผักผลไม้เยอะแล้วดีหลายอย่างครับ ที่สำคัญคือช่วยระบบขับถ่ายของร่างกายได้ดีมาก

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อุ่นเครื่องร่างกายก่อนลุกจากที่นอน


สวัสดีครับ เรากลับมาจากการพักผ่อนและหาความรู้เพิ่มเติม ภาพที่พบเห็นยังคงเป็นภาพของคนไทยที่ป่วย หน้าตาอิดโรย เคร่งเครียด ซึ่งก็คงไม่ใช่สิ่งใหม่ครับ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมที่เร่งรีบ อย่างไรก็ขอเอาใจช่วยทุกคนให้มีสุขภาพแข็งแรงเช่นเคย
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับร่างกายของมนุษย์ครับ เพื่อนของเราหลายคนมุ่งมั่นทำงาน (ให้คนอื่น ) โดยที่ไม่พักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งน่าเสียดายครับที่ร่างกายเราควรจะได้รับการพักบ้าง เพื่อเป็นการซ่อมบำรุงในส่วนต่างๆ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนจริงๆครับ เพราะเราป่วยไข้แทนกันไม่ได้จริงๆ สุขภาพของใครก็คงต้องดูแลกันเอาเองนะครับ (ด้วยความปราถนาดี)
ท้ายที่สุดแล้ว วันนี้เรามาแนะนำการอุ่นเครื่องร่างกายเมื่อตื่นนอน แบบไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวายมากครับ ไม่เกินห้านาที และทำในขณะนอนบนเตียงนอน ซึ่งก้ยังดีกว่าการที่เราลุกขึ้นมาแล้วรีบเร่งไปทำกิจวัตรและลืมการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในที่สุด อันนี้ก็แล้วแต่สะดวกครับ ไม่ว่ากันถ้าใครจะนำไปทำตามหรือไม่

การปฏิบัติ
หลังจากรู้สึกตัวว่าตื่นนอนแล้ว ตั้งสมาธิ หรือตั้งสติสักครู่ นอนหงาย ลำตัวตรง ขาทั้งสองชิดติดกัน มือสองข้างวางขนานลำตัว หายใจเข้าออกช้าๆ โดยปิกปาก และหายใจทางจมูกให้มีเสียงลมหายใจผ่านลำคอ เราจะรู้สึกได้ว่า หายใจได้ลึกขึ้น หายใจลักษณะนี้สักครู่ ประมาณ 3 นาที แล้วค่อยๆขยับนิ้วเท้าทั้งสองทุกนิ้ว เพื่อให้ร่างกายตื่นตัว แล้วจึงขยับนิ้วมือในลักษณะเช่นเดียวกัน ( ยังคงหายใจลึกๆผ่านลำคอครับ)
หลังจากร่างกายเริ่มรู้สึกตื่นตัวแล้ว จึงหันหน้าไปทางด้านซ้าย จนแก้มชิดกับที่นอน และหันไปทางด้านขวา ทั้งสองข้างทำอย่างค่อยเป็นไปครับ ไม่ควรรีบเร่ง
ขั้นต่อไปให้ประสานมือทั้งสองข้างแล้วยืดเหนือศรีษะ แล้วพลิกฝ่ามือหงาย เหยียดให้สุดและหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับยืดร่างกายทุกส่วนไปพร้อมกัน ( ปลายมือจรดปลายเท้า ) แล้วจึงหายใจออกอย่างผ่อนคลาย และปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลาย ( วิธีการคล้ายกับบิดตัวเวลาเมื่อย) แล้วหายใจเข้าออกลึกๆอีกสามสี่ครั้ง และหันตัวเอียงด้านใดด้านหนึ่ง แล้วดันตัวลุกขึ้นจากที่นอน
เท่านี้เราก้พร้อมที่จะทำกิจกรรมประจำวันได้แล้วครับ ทำไม่ยาก แต่ส่วนมากเราตื่นแล้วมักจะลุกมายืนงงกันเป็นส่วนมาก หากไม่ลืม ลองทำดูบ้างก็ดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การหายใจแบบโยคะ


การหายใจแบบโยคะ (วิธีแรก)

อีกครั้งกับการหายใจ ที่มีคนถามบ่อยเรื่องการหายใจแบบโยคะ ว่าเป็นอย่างไร

ที่จริงแล้วการหายใจแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับผู้ฝึกโยคะ และคนทั่วไป

เพราะหากเราสังเกตุดีๆ การหายใจแบบนี้เป็นการหายใจที่เป้นธรรมชาติมาก เหมือนกับเด็กเล็กๆที่นอนหลับ ลองสังเกตุดูเขาดีๆครับ

หายใจเข้าท้องจะป่อง หายใจออกท้องจะแฟบ วันนี้เลยมาแนะนำกันอีกครั้ง ส่วนใครที่เข้าใจหรือรู้แล้วก็ขออภัยครับที่ต้องมาเล่าอีกครั้ง

อากาศที่ร่างกายนำมาใช้ คือออกซิเจน สำหรับฟอกเลือดในร่างกาย ซึ่งในชีวิตประจำวัน เราหายใจรับออกซิเจนเพียงเล็กน้อย สำหรับการฝึกโยคะ การหายใจเป็นส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เราได้นำออกซเจนเข้าไปทั่วถึงทุกส่วนของร่างกายครับ

การหายใจแบบใช้หน้าท้อง (ตามภาพ)

เราใช้การยุบและพองหน้าท้อง คือขณะสูดลมหายใจเข้า เราทำให้ท้องพอง(พุงป่อง)ซึ่งวิธีนี้ ทำให้กะบังลมยื่นลงมาทางด้านล่าง และทำให้ปอดได้ขยายตัวเต็มที่เช่นกัน ซึ่งเมื่อเราหายใจออก กะบังลมจะยกขึ้น และปอดก็จะยุบตัวลงด้วย ท้องเราก็จะแฟบตามไป และหากเราทำหน้าท้องแฟบมากๆ โดยการหายใจออกให้หมด จนหน้าท้องยุบลงไปหากระดูกสันหลัง จะยิ่งทำให้เราหายใจได้ลึกมากขึ้น


วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

พลังจักรวาล (energy cosmic)



วันนี้เป็นเริ่มต้นของวันหยุดยาวอีกครั้งหนึ่ง 

ช่วงนี้เราอ่านเนื้อหาของความรู้ที่คู่ไปกับการฝึกโยคะบ้างนะครับ เดี๋ยวจะเน้นไปทางการฝึกจนมากเกินไป อะไรตึงไปก็ไม่ดีครับ

เรื่องของพลังจักรวาลและปราณ

ในตำราโยคะกล่าวถึงพลังจากจักรวาลและปราณไว้อย่างไรบ้าง เรื่องนี้รู้ไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร เราลองมาดูกันครับ 

อาจารย์ทางด้านโยคะ กล่าวไว้ว่า หากเราฝึกโยคะได้ดี เราจะสามารถรับและควบคุมพลังจากจักรวาลได้  ไม่ใช่แค่การมีสุขภาพที่ดี  แต่ยังเป็นหนทางแห่งการรู้แจ้ง และช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20  ที่ผ่านมา โรเบิร์ต เอ.มิลิแคน นักฟิสิกส์สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ได้ค้นพบพลังงานชนิดหนึ่งในจักรวาล ซึ่งได้ตั้งชื่อว่า "รังสีคอสมิค" รังสีนี้มีกำเนิดอย่างไรไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่มีผู้ทำการค้นคว้าว่ารังสีดังกล่าวมีอานุภาพต่อพลังชีวิต(ปราณ)รวมถึงคนเราด้วย 

แล้วพลังดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโยคะอย่างไร 


ผู้ฝึกโยคะจะทราบว่า  โยคะมีท่าฝึกสำคัญ ที่บอกให้เรารับพลังจักรวาล 

ซึ่งท่าฝึกนั้นก็คือท่า " สุริยนมัสการ " นั่นเองครับ 


ในคัมภีร์โบราณกล่าวไว้ว่า ท่านี้เป็นท่าที่ฤษีวิศวามิตรสอนพระรามไว้ ในครั้งที่ทำศึกกรุงลงกา เพื่อรับเอาอานุภาพจากพระอาทิตย์มาสู่ตนเองก่อนออกสู้รบ


ส่วนคัมภีร์โบราณอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาในเล่มนี้ส่วนใหญ่  เราใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต  

นั่นคือ ภควัทคีตา ครับ  

เนื้อหาหลักๆอยู่ที่ตอนพระกฤษณะสอนอรชุนเมื่อครั้งออกศึกสงครามมหาภารตะ ที่สมรภูมิ คุรุคเชทระ 

คือ " หากเข้าถึงโยคะ ก็จะเข้าถึงพลังแห่งจักรวาล" 


ซึ่ง มหาริชชีมเหชโยค ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า โยคะจะรักษาสมดุลของจิต นำมาซึ่งความสงบ สติปัญญา และพลังในการสร้างสรรค์ เมื่อเรารับพลังจักรวาล จิตของเราจะมีพลัง การยิงธนูของอารจุนะก็เช่นเดียวกัน หากจิตใจมีพลังเข้มแข็ง การโน้มธนูก้มีพลัง เป้าหมายจะแจ่มชัด และนำมาซึ่งชัยชนะ ซึ่งในปัจจุบันได้รวมไปถึงเรื่องธุรกิจ การงาน การเรียนและอื่นๆไว้ด้วยเช่นเดียวกัน

  ส่วนในเรื่องของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและข้อต่อต่างๆนั้น โยคะแตกต่างกับการออกกำลังกายหรือการฝึกกล้ามเนื้อ ( muscle training ) อย่างเห็นได้ชัด โยคะเป็นการเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ผ่อนคลาย ขณะเดียวกันก้เป็นการยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืดและข้อต่อต่างๆ ต่างกับการฝึกกล้ามเนื้อที่อาศัยการหดกล้ามเนื้อและข้อต่อ ซึ่งปกติกล้ามเนื้อที่ส่วนปลายเป็นเอ็น ถ้าไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ มันจะค่อยๆกลายเป็นเอ็นไปทีละน้อย นับเป็นความเสื่ิอมชราของกล้ามเนื้อและข้อต่อตามธรรมชาติลักษณะหนึ่ง พอนานเข้า เราก้ยืดไม่ออก แต่หากเราปฏิบัติโยคะ จะยืดกล้ามเนื้อ เอ็น พังผืด และข้อต่ออยู่เสมอๆ จึงเป้นผลให้รักษาความอ่อนเยาว์ของอวัยวะเหล่านี้ได้

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ขออภัยทุกคนด้วยครับ

ขออภัยทุกท่านครับ 

 หลังจากที่ทำบล็อกนี้ขึ้นมาเป็นเวลาพอประมาณ ขณะนี้เราได้ทำการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลหลักๆ ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อบล็อกใหม่และตั้งอย่างเป็นทางการ และอาจทำให้ผู้ติดตามเก่าๆหา url ไม่เจอ จึงขออภัยด้วยครับ
ส่วนท่านที่เข้ามาพบใหม่ๆเราก็ยินดีต้อนรับเช่นเดียวกันครับ 

http://www.krshnayoga.blogspot.com

จึงอาจทำให้ข้อมูลบางท่านขาดหายไป

กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
26 มิถุนายน 2552

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เหยียดตัว ยืดแขนและขา



ท่านี้ฝึกยืดลำตัวและแขนขาในอีกลักษณะหนึ่งครับ

เริ่มต้นโดยการนอนควำ่หน้า แขนทั้งสองวางขนานลำตัว หายใจเข้าออกช้าๆอย่างผ่อนคลายก่อนสักครู่ แล้วจึงเริ่มฝึกท่านี้ครับ
  เริ่มต้นหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ และค่อยๆยกลำตัวและศรีษะขึ้น แล้วยกแขนทั้งสองขึ้นพร้อมกัน (ขนานลำตัวและพื้น) แล้วยกขาทั้งสองขึ้นเช่นเดียวกัน ถ้านึกไม่ออกลองนึกภาพเหมือนเรากำลังเหาะหรือบินครับ แล้วมองตรงไปด้านหน้า เพ่งไปจุดใดจุดหนึ่ง
   ค้างไว้สักครู่ แล้วเลื่อนมือทั้งสองมาข้างหน้า ขณะเดียวกัน เราหายใจออกช้าๆเช่นกัน พนมมือ และเหยียดแขนไปข้างหน้าให้สุด แต่ไม่ใช่การเกร็งแขนนะครับ แล้วหายใจเข้าและเหยียดตัวตรง ยกแขน ขา แล้วก้มศรีษะลงไประหว่างแขนทั้งสอง ค้างไว้สักครู่ครับ และเมื่อชำนาญ เราอาจเหยียดแขนทั้งสองให้สุดได้มากกว่าเดิม

*** การฝึกครั้งแรก เราอาจค้างในท่านี้ได้ไม่นาน อย่าฝืนจนร่างกายรู้สึกว่าไม่ไหวนะครับ ให้ทำในลักษณะของการฝึกและเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายเราก็พอครับ อาจทำได้วันละไม่มาก แต่ต้องทำประจำครับ

  โยคะเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งในเรื่องของความเพียร สมาธิ และความอดทน ที่เราต้องทำด้วยตัวเองครับ ไม่มีใครมาทำแทนเราได้ ส่วนใครจะมีความเพียรมากน้อยอย่างไรนั้น เราคงได้แต่คิดว่า เป็นเรื่องของแต่ละคนไปครับ ทำได้มากน้อยเราไม่ว่ากัน เพราะโยคะไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการแข่งขัน ซึ่งไม่เหมือนกับเรื่องของธุรกิจที่วุ่นวายในโลกนี้ครับ 
นมัสเต

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การนอนไม่หลับและสาเหตุ ( ตอนที่ 2 )


   เราเคยพูดกันถึงเรื่องการนอนไม่หลับไว้นานพอสมควร และสองสามวันก่อนนี้ เราคุยกับผู้มาฝึกโยคะกับเราเรื่อง การนอนไม่หลับ เลยนึกขึ้นได้ว่า เราเคยมีข้อมูลที่จะพูดถึงสาเหตุของการนอนไม่หลับ เมื่อประมาณสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งที่จริงแล้ว การนอน การพักผ่อน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตประจำวัน เรื่องต่างๆนี้สัมพันธ์กันอย่างมาก
   การนอนไม่หลับ เป็นอาการทรมานอย่างมาก คนนอนไม่หลับจะมาจากหลายสาเหตุ ซึ่งคนที่นอนไม่หลับส่วนมากมักไม่ทบทวนถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าอะไรคือต้นเหตุของการนอนไม่หลับของตนเอง และหันไปพึ่งยานอนหลับที่มีขายตามท้องตลาด ซึ่งนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง หลายคนจึงเกิดอาการ "ติดยานอนหลับ" ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้กับตัวเองอีกครับ และผลข้างเคียงที่เกิดจากการกินยานอนหลับก็มีมากมาย เช่น อาการมึน ซึม สมองไม่แจ่มใส เดินโซเซ และมีผลไปถึงการทำงานที่อาจผิดพลาดได้ ซึ่งการนอนไม่หลับนั้น หากเราจัดการอย่างถูกวิธี โดยแก้ปัญหาด้วยวิธีการตามธรรมชาติ เราจะค่อยๆลดจำนวนการใช้ยาลง จนในที่สุดก้ไม่ต้องใช้ยานอนหลับอีก
   การนอนไม่หลับ มีเหตุมาจากทั้งร่างกายและใจ ส่วนใหญ่จะเกิดจาก
- สาเหตุที่เกิดจากร่างกาย
อาหารไม่ย่อย _ เป็นสาเหตุแรกๆของการนอนไม่หลับ การกินอิ่มเกินไป โดยเฉพาะมื้อเย็น และก่อนนอน ยิ่งในอาหารที่รับประทานมีเนื้อสัตว์และไขมันมาก จะตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารเราได้นานถึง 6 ชม ครับ จะมีอาการแน่น อึดอัดท้อง และรบกวนการนอนเป็นอย่างมาก ส่วนการกินอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมหรือผงชูรสสูง จะทำให้ร่างกายอมนำ้ ทำให้หัวใจทำงานหนักกว่าเดิม
   ส่วนการทานอาหารเวลาดึกที่หลายคนนิยมทำกันนั้นเป็นการรบกวนเวลานอน เพราะเมื่อเราหลับ ร่างกายจะลดการเผาผลาญลง แต่หากเรากินอาหารไป ระบบของร่างกายยังคงทำงานในการย่อยอาหาร และเผาผลาญในอัตราสูงกว่าเวลาปกติ ร่างกายจึงตื่นตัวตลอด

ท้องผูก_ เป็นสาเหตุของความอึดอัดท้องที่ค่อนข้างน่ารำคาญ และรบกวนเวลานอนมาก

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาการปวดเรื้อรังต่างๆ_ เช่น ปวดหลัง ปวดข้อ กระดูกทับเส้น สาเหตุเหล่านี้ล้วนรบกวนการนอน เพราะขณะใกล้หลับ สมองของเราจะลดการรับรู้จากสัญญาณประสาททั่วร่างกาย แต่หากร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งมีภาวะอักเสบหรือเจ็บปวด สมองจะตอบรับสัญญาณความปวดนั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้เรานอนไม่หลับ ส่วนการปวดเมื่อยจากการออกกำลังกายมากเกินไป อาจมีที่มาจากการทำงานในชีวิตประจำวันมากเกินไปจนร่างกายเราอ่อนล้า หรือการออกกำลังกายหักโหม ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าถ้าออกกำลังกายจะทำให้นอนหลับ แต่ผลที่ได้รับจะเป็นการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และส่งผลให้เรานอนไม่หลับ

ภาวะขาดวิตามินบี หรือวิตามินซี_ วิตามินบีสำคัญมากในการทำงานของเซลล์สมอง

ภาวะขาดแคลเซียม หรือแมกนีเซียม
ติดเหล้า บุหรี่ ชา กาแฟ

โรคภูมิแพ้_ โรคภูมิแพ้รบกวนการนอนได้หลายลักษณะ เช่นอาการผื่นคัน หรือลมพิษ ทำให้การนอนหลับเป้นไปด้วยความยากลำบาก หรือภูมิแพ้ในสารบางอย่าง เช่น สารแต่งกลิ่นแต่งสี สารกันบูด หรือแม้แต่ผงชูรส คนที่มีอาการแพ้สารเหล่านี้ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารเหล่านี้ เกิดความเครียดขึ้น และทำให้นอนหลับได้ยาก

อ้วน_ ความอ้วนมีผลทำให้นอนไม่หลับเช่นเดียวกัน บางคนอ้วนสะสมไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกาย หรือแม้แต่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณทรวงอก ทำให้ไปเบียดปริมาตรปอด อากาศจึงเข้าสู่ปอดได้น้อยลง ทำให้หายใจไม่สะดวก ซึ่งจะมีอาการหนักมากเมื่อนอนราบ คนที่เป็นลักษณะอาการแบบนี้จะนั่งแบบ หลับนก ตลอดทั้งคืน ซึ่งจะมีผลให้ร่างกายอยู่ในสภาวะหลับๆ ตื่นๆ
หายใจลำบาก_ มีโรคอีกหลายชนิดที่ทำให้หายใจลำบาก และส่งผลให้นอนไม่หลับตลอดคืน เช่น ปอดอักเสบ หัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นอาการเฉียบพลัน โรคหลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง และหอบหืด เหล่านี้ล้วนรบกวนการนอนหลับทั้งสิ้นครับ

ทำงาน และพักผ่อนไม่เป็นเวลา
สิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยในการนอน
- สาเหตุที่เกิดจากจิตใจ
ความเครียด หรือวิตกกังวล( จะเป็นสาเหตุหลัก แต่คนที่เป็นมักจะบอกว่า ตนเองไม่เครียด ๆ และหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นสิ่งอันตรายมากต่อร่างกายครับ)
จากความกลัว
ความซึมเศร้า

การบำบัดอาการนอนไม่หลับด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่เราควรรู้สาเหตุของการนอนไม่หลับของเราก่อน และแก้ไขให้ตรงเหตุนั้น หรือหากเรามีโรคบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ หรืออาการปวดเรื้อรังต่างๆ ภูมิแพ้ หอบหืด โรคอ้วน ต่างๆเหล่านี้เป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับทั้งสิ้น และยังแบ่งเป็นหมวดหลักๆอีก
การกินอาหารและสาเหตุของการนอนไม่หลับ
ได้จากการที่อาหารไม่ย่อย กินอิ่มเกินไป กินอาหารรสจัด ร่างกายขาดวิตามิน แคลเซียมและสารอาหารต่างๆ เราแก้ไขได้โดยการจัดการเรื่องการกินอาหารได้
กินแต่พออิ่ม เพราะภวะที่อิ่มเกินไปจะทำให้อึดอัดแน่นท้อง และอาหารที่มีผลกระทบอย่างมากคือมื้อเย็น ควรเลือกชนิดอาหารเบาๆ ที่ย่อยง่าย ผ่านกระเพาะได้เร็วและกินแต่พออิ่ม
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารที่มีไขมันสูง เพราะอาหารที่เรารับประทานจะใช้เวลาในการย่อยเร็วและช้าต่างกันตามแต่ชนิดของอาหาร ข้าว แป้ง ผักและผลไม้ ใช้เวลาในการย่อย 1.5 - 2 ชม. ส่วนเนื้อสัตว์และไขมันใช้เวลาประมาณ 4-6 ชม.
หลีกเลี่ยงอาหารปรุงประเภทปิ้ง ทอด ย่าง หรือผัดจนนำ้มันเยิ้ม เพราะการปรุงด้วยวิธีนี้จะเกิดการเสียอนุมูลอิสระมาก เพิ่มภาระกับร่างกายในการขจัดออก ทำให้ร่างกายมีอัตราเผาผลาญอาหารสูงขึ้น
ผักสด เต้าหู้ และอาหารทะเล เหมาะกับร่างกาย ในการเตรียมพร้อมที่จะเข้านอน เพราะอาหารเหล่านี้มีไขมันไม่มาก และย่อยง่าย
ปรุงอาหารด้วยวิธีนึ่ง ต้ม แกง หรือกินดิบๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซึ่งและช่วยชำระล้างสารพิษตกค้างในร่างกายขณะพักผ่อน
ข้าวสวย ข้าวต้ม หรือซุป การกินข้าวกล้อง จะได้แคลอรีและวิตามินบี ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้หมดจด และยังมีเส้นใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยขจัดปัญหาท้องผูกที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการนอน
ถ้าหิวตอนดึก หรืออยู่ทำงานและหิว ควรรองท้องด้วยนมถั่วเหลืองผสมถั่วลิสงอุ่นๆ หรือกล้วยนำ้ว้า1ใบ จะช่วยให้นอนหลับได้ดี
การออกกำลังกาย เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นอนหลับ เช่น การเต้นแอโรบิค การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายนำ้ และการฝึกโยคะ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการออกกำลังกายที่ดีครับ
ในที่นี้เราจะมาเน้นเรื่องการฝึกโยคะกันครับ เพราะเป็นสิ่งที่เราพูดถึงกันมาตลอดในบล็อกนี้
การฝึกโยคะเป็นการออกกำลังกายแบบตะวันออกอีกอย่างหนึ่ง ที่มีผลช่วยให้นอนหลับได้ เราอาจฝึกโยคะอย่างตั้งใจโดยใช้เวลาประมาณครึ่ง ชม เป็นอย่างน้อย หรือถ้าไม่สะดวก ให้หาชุดท่าฝึกที่เหมาะสมสักชุดหนึ่งที่ได้ออกกำลังกายหลายส่วนพร้อมๆกันก็ได้ครับ 

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ฝึกให้เลือดเลี้ยงสมองและใบหน้า


   เราหายไปพักใหญ่ ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อก แต่ในส่วนของเนื้อหา เราก็ยังเขียนร่างไว้เรื่อยๆครับ แม้จะไม่ได้เอามาลงเผยแพร่ในวันนี้ แต่วันหนึ่งคุณจะได้อ่านสิ่งที่เราเตรียมไว้ ซึ่งตอนนี้มีเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆอีกพอสมควร ทั้งเรื่องของการฝึกโยคะ หรือการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง 
   วันนี้เรามาลองฝึกท่าที่ส่งให้เลือดเลี้ยงใบหน้า สมอง อย่างง่ายๆครับ (ผู้มีปัญหาเรื่องความดันโลหิต ควรปรึกษาแพทย์และรับคำแนะนำก่อนครับ)
   สำหรับในการฝึกโยคะที่ผ่านๆมา เราจะไม่เน้นในเรื่องชื่อของท่าฝึกมาก ในชั้นเรียนฝึก เรามักจะพูดชื่อท่าฝึกต่างๆเพียงครั้งเดียว หรือน้อยมากครับ แต่จะเน้นไปที่ ท่านี้ให้อะไรกับผู้ฝึก เพราะส่วนมาก ชื่อของท่าเหล่านี้เป็นภาษาฮินดี้ซึ่งจำยากมากอีกภาษาหนึ่งในโลกนี้ครับ ^^
  ดูรูปประกอบไปด้วยนะครับ

 การฝึกท่านี้ ก่อนอื่นเรานอนหงายราบกับพื้นครับ อาจแยกปลายเท้าจากกันเล็กน้อย นอนราบและหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ผ่อนคลายสักพักหนึ่ง 
 เมื่อรู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลายดีขึ้น ให้ยกมือทั้งสองขึ้น หงายมือ และวางชิดข้างใบหู วางมือลง(ดูจากภาพแรก) 
  จากนั้นใช้มือดันศรีษะขึ้นและหายใจเข้าช้าๆ จนยกศรีษะตั้งกับพื้น (ทำเท่าที่ทำได้ครับ) แหงนหน้ามองไปด้านบนศรีษะตามภาพ แล้วค่อยๆปล่อยศอกสบายๆ วางข้างลำตัว และแตะมือทั้งสอง วางบนหน้าท้องเบาๆ หายใจออกอย่างผ่อนคลาย และหายใจเข้าช้าๆ สลับ (อย่ารีบเร่งจังหวะการหายใจครับ)
  ค้างในท่านี้สักครู่หนึ่ง ผู้ฝึกเริ่มแรก หลังจากฝึก จะรู้สึกปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ หรือไหล่ และเมื่อชำนาญในการฝึก เราอาจค้างในท่านี้ได้สองถึงห้านาทีเป็นอย่างน้อย
  หลังจากการฝึก เราจะรู้สึกว่าเลือดไปหล่อเลี่ยงใบหน้าได้ดีขึ้น ที่สำคัญ ควรฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ อย่าหักโหม
 ขอให้ดูแลสุขภาพให้ดีครับ อากาศเปลี่ยนแปลง คนที่อยู่ในเมืองใหญ่จะป่วยง่ายมากครับ ชีวิตเป็นของเราครับ ^^
จะเที่ยงคืนแล้ว เราคงต้องขอตัวไปนอนก่อน ยังมีอะไรอีกมากมายจริงๆครับที่เรายิ่งค้นคว้าทดลองฝึกแล้วพบว่า ยิ่งรู้ยิ่งเยอะจริงๆ ที่เรายังไม่รู้ แต่หากได้ทำแล้วก็ขอให้คุณมีความสุขและสุขภาพกายดีขึ้นครับ

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ฝึกยืดหลัง ปรับแนวกระดูกสันหลังให้แข็งแรง

ท่าฝึกนี้ช่วยให้ปอดแข็งแรง และปรับสมดุลร่างกายไปพร้อมกัน เราปรับให้ยากขึ้นเล็กน้อยครับ
   สำหรับผู้ฝึกใหม่ ให้นั่งบนส้นเท้า (นั่งพับเพียบ เท้าชิด เข่าชิด และนั่งทับส้นเท้า หรือตั้งเท้าไว้ ถ้าพับส้นเท้าราบบนพื้นไม่ได้ ) ส่วนผู้ที่สามารถนั่งไขว้ขา (แบบขัดสมาธิ)ได้ ให้นั่งไขว้ขา
   ยกแขนทั้งสองขึ้นเหนือศรีษะ พนมมือ สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ และเหยียดแขนให้สุดครับ พร้อมทั้งเงยหน้าพอประมาณ เพื่อให้ลมหายใจเข้าปอดเต็มที่
   ค้างในท่านี้สักครู่ แล้วหายใจออกช้าๆ และลดตัวลงมาด้านหน้า มือทั้งสองเหยียดมาด้านหน้า และลดลงแตะพื้น เหยียดแนวสันหลังให้ราบลงกับพื้น หน้าท้องติดหน้าขา กดตัวลงตำ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ หายใจออกจนหมด และค้างไว้ในท่านี้สักครู่
   ค่อยๆยกตัวขึ้นและเหยียดแขนขึ้นด้านบนเช่นเดิม หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ค้างไว้ แล้วจึงค่อยๆลดแขนลงและวางมือทั้งสองบนหน้าขาแต่ละข้าง 
   ทำในลักษณะนี้อีกประมาณ 3 -5 รอบ จะช่วยผ่อนคลายหลังและช่วยในการหายใจได้อย่างดีครับ
   ผู้ฝึกใหม่อาจทำได้ไม่ดีนัก แต่อย่าท้อนะครับ เพราะวันต่อๆไป เราจะทำได้เอง ค่อยฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป และที่สำคัญ อย่าเกร็งกล้ามเนื่อมากเกินไปครับ ควรทำอย่างผ่อนคลาย อาจมีปวดเมื่อยบ้างจากการฝึกครั้งแรกๆ ที่สำคัญคือฝึกหายใจให้ลึกๆ ช้าๆ ครับ จะช่วยให้ร่างกายเราผ่อนคลายได้ดีขึ้น