วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไป


ภาวะอุทกภัยที่ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังประสบ ทำให้หลายคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยความลำบาก แม้แต่ผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างปกติก็ยังอดมีความหวาดระแวงไม่ได้ว่านำ้จะท่วมบ้านหรือเปล่า แม้แต่ผมเองในบางครั้งยังหวั่นไหวกับภาพที่พบเห็นในสื่อต่างๆ และไม่กี่วันที่ผ่านมา พายุฝนได้กระหนำ่ในละแวกที่พักอาศัย จนเกิดอาการนำ้ท่วมขังที่ค่อนข้างน่ากลัว

หลายคนเสียขวัญและกำลังใจ จึงไม่แปลกที่กิจกรรมทางสังคมต่างๆ ทั้งการประกอบธุรกิจสาขาต่างๆก็ชะงักลง แม้แต่ผู้ที่ฝึกโยคะก็ไม่มีเวลาจะมาคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ

ธรรมชาติไม่ได้โหดร้าย เพียงแต่ธรรมชาติดำเนินไปตามวิถีทางของตนเอง เราอาจไม่รู้สึกถึงความคุ้นชิน เพราะอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย จนบางครั้ง เมื่อสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างหายไป เราก็ไม่สามารถทำอะไรในแบบที่เป็นปกติได้

ผมไม่ได้เขียนให้รู้สึกว่าเป็นการกระทบกระเทือนซำ้เติมหรือเจตนาแอบแฝงแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เขียนในวันนี้เป็นการสะท้อนความคิดถึงวิถีชีวิตที่แสนจะธรรมดา

…ในโลกที่สวยงามและศิวิไลซ์ หลายคนกำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเติมเต็มความฝันความคิดที่ไม่สมบูรณ์

หลายคนสะกดจิตใจตนเองด้วยสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆที่อาจมากเกินความจำเป็น

หลักการดำรงชีวิตง่ายๆ ที่เราต่างรู้ …ปัจจัยสี่ ซึ่งได้แตกแยกออกไป

บทเรียนจากธรรมชาติอาจเป็นเหมือนภาพในหนังสารคดีหรือภาพยนตร์ระดับโลกที่ดูเพื่อความบันเทิง

และนานวันเข้า เราก็หลงลืม และพบกับบทเรียนใหม่ๆที่นับวันจะเลวร้ายขึ้น ตามวันเวลาของเทคโนโลยีที่เข้ามา

เรารับรู้ข้อมูลต่างๆผ่านทางข้อมูลจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ แทนการอ่านจากหน้ากระดาษ

หรือว่า…โลกหมุนเร็วเกินไป

หลับตาช้าๆ นั่งในที่สงบ…

หายใจเข้าและออกยาวๆ … ก้าวเข้าสู่โลกแห่งจิตใจดูสักครั้ง

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สมดุลย์ของธรรมชาติ

เดือนตุลาคม ช่วงรอยต่อของปลายฤดูฝนและเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูหนาวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ปีนี้หลายพื้นที่ประสบอุทกภัย เป็นปีที่นำ้มากกว่าหลายปี
แม้จะจำความได้ว่า ในช่วงชีวิตหนึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วก็ตาม
แต่การทิ้งช่วงของเหตุการณ์ธรรมชาติ เรื่องของฤดูกาลนั้น กาลเวลามักจะทำให้เราหลงลืมว่าเมื่อเหตุการณ์ต่างๆหวนกลับมาอีกครั้ง จะรับมือกับปัญหาต่างๆได้อย่างไร
ความเดือดร้อนของมนุษย์นั้น สาเหตุหนึ่งคือเรื่องของการขาดความสมดุลย์ ขาดความพอดี
ผมเองไม่ใช่ผู้นำทางความคิดแต่อย่างใด เพราะทุกสิ่งที่เขียนมาตลอดระยะเวลายาวนานนั้น เป็นเพียงการนำเสนอมุมมองในทัศนะของคนอีกหนึ่งคน
ในวันที่วัยวุฒิและประสบการณ์สั่งสอนเราว่า ความประมาทในการใช้ชีวิตเป็นอันตรายต่อตัวเราเอง และหากยังคงอยู่ติดตัวเราเอง ร่างกายนี้ก็ไม่ต่างจากชีวิตที่อยู่ไปเพื่อปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไป เท่านั้นเอง
ธรรมชาติปรับสมดุลย์โดยตัวเองเมื่อถึงเวลา เราเป็นจุดเล็กๆจุดหนึ่งที่หากฝืนดื้อดึง ก็ได้รับอันตรายและบาดเจ็บ หากโอนอ่อนตามด้วยความเข้าใจ จะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่เราเองอาจจะไม่เคยมองเห็น
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เราต่างอยู่บนผืนโลกใบเดียวกัน

"You may say that I'm a dreamer
But I'm not the only one
I hope someday you'll join us
And the world will be as one "



วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

อันตรายจากความประมาทในการฝึกโยคะที่ไม่ควรมองข้าม

การทำอะไรทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจนั้น จะส่งผลให้กับตัวเราในทางที่ดี(ไม่ใช่เฉพาะการฝึกโยคะ) ซึ่งเป็นไปได้กับกิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวัน และนับเป็นคุณลักษณะที่ดีสำหรับนำไปพัฒนาต่อไปในกิจกรรมต่างๆ
ผู้ที่ประสบความสำเร็จในสาขาต่างๆนั้น ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะเรามีความสามารถที่ต่างกัน จึงมีความหลากหลายในเรื่องของความรู้ในสาขาต่างๆ บางคนชำนาญในเรื่องการจัดการตัวเลข การจัดระบบระเบียบสิ่งของ การนำเสนอ การทำเอกสาร การวาดภาพฯ

ผู้ฝึกโยคะหลายคนฝึกจนเกิดความชำนาญและเข้าใจในอาสนะ ในขณะที่หลายคนกำลังทำความเข้าใจอาสนะและอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน แต่บุคคลประเภทหลังจะเป็นผู้ที่ฝึกโยคะด้วยความระมัดระวัง ประกอบกับการพยายามทำการเรียนรู้ จึงมีโอกาสเสี่ยงจากการบาดเจ็บน้อยกว่าผู้ที่เข้าใจว่าตนเองมีความชำนาญแล้ว และอาจมีบางช่วงที่ฝึกโดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง โดยเแพาะอย่างยิ่งในอาสนะชุดยากต่างๆ ที่ยิ่งฝึกได้มากขึ้นเท่าไร กลับสร้างความ "หลงในอาสนะ" เหล่านั้น ให้กับผู้ฝึก บางคนถึงกับตัดสินว่า อาสนะยากๆเป็นตัวชี้วัดความเก่งของผู้ฝึกโยคะ จนอาจหลงลืมถึงแก่นของโยคะและคุณสมบัติที่กล่าวถึงเรื่องของสมาธิและการฝึกจิตไป

ผมเองไม่ใช่ครูโยคะที่เก่งในระดับที่หลายคนอาจกล่าวใช้คำยกย่องได้ แต่การเขียนบทความตอนนี้เขียนขึ้นเพื่อเตือนสติผู้ฝึกโยคะให้ตระหนักถึงโทษของการฝึกโยคะที่เราทำเพียงเพื่อต้องการเอาชนะตนเองโดยขาดความเข้าใจร่างกายของตนเองในขั้นพื้นฐาน การประเมินศักยภาพของตนเองและอาจเป็นการไม่รู้จักกาละเทศะในเรื่องสรีระของเราเอง
ดังเช่นอาสนะฝึกชุดกลับหัว ที่หลายคนอยากทำได้เพียงเพื่อพิสูจน์ว่า "ฉันทำได้" เพราะผมเองเคยบาดเจ็บจากการฝึกอาสนะชุดนี้มาแล้ว และยังโชดดีที่ไม่เกิดการกดทับของเส้นประสาทต้นคอ (ซึ่งสามารถส่งผลต่อสุขภาพในระดับที่อันตรายได้จากการกดทับของเส้นประสาทดังกล่าว)
ความพอดีและค่อยเป็นค่อยไป ทำได้เมื่อถึงเวลา จึงเป็นวลีที่ผมพูดลอยๆในชั้นฝึกโยคะ หลายคนอาจมองว่า เหมือนกับไม่ใส่ใจ
แต่ในความเป็นจริง มุมมองของผม เห็นบุคลิกของผู้ฝึกหลายคนว่า ยังไม่พร้อมในอาสนะนั้นๆ เพราะหากทำไปโดยร่างกายยังไม่พร้อม
คุณนั่นแหละที่ทำร้ายตัวคุณเอง และเมื่อถึงเวลานั้น อาจสายเกินไปกว่าจะกล่าวคำว่าเสียใจครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
25 กันยายน 2554

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปัญหาสุขภาพ,การฝึกโยคะ,ความเข้าใจที่ยังคลาดเคลื่อน และสิ่งที่เราอาจไม่รู้


ไม่ใช่การตั้งคำถาม แต่เป็นการตั้งชื่อหัวข้อสนทนาสำหรับวันนี้...
เราพบกันด้วยพรหมลิขิต...
เราพบกันเพราะความบังเอิญ...
เราพบกันเพราะ กรรม...
เราพบกันเพราะ หมอหรือแพทย์แนะนำ...
เราพบกันเพราะ มีคนแนะนำว่า...
เราพบกันเพราะ ความสนใจส่วนบุคคล...
ล้วนแล้วแต่เป็นความบังเอิญในลักษณะต่างๆ ทั้งที่จริงอาจไม่ใช่ความบังเอิญก็ได้
แต่ส่วนมากแล้ว เรามักจะพบว่า โยคะไม่ใช่ส่วนประกอบของชีวิต อย่างที่เราหลายคนเข้าใจ
และนั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด
เรื่งของสุขภาพไม่เข้าใครออกใคร..
ไม่ต่างอะไรกับเรื่องของเงินทอง
ยามป่วยไข้ คนที่ดูแลเราได้ดีที่สุด คือตัวเราเอง
โยคะไม่ใช่ยารักษาโรค
หลายคนพยายามคิดว่า โยคะรักษาโรค
...สำหรับเรา โยคะเป็นการช่วยบรรเทาโรคบางโรคได้จริง
แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนอยู่ที่ตัวคุณเอง

จริงใจเสมอ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คำตอบของปัญหาสุขภาพของแต่ละย่อมคนแตกต่างกันไป >>विभिन्न स्वास्थ्य समस्याओं.
















นมัสเต

เราได้ยินได้ฟังเรื่องราวและแนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาพจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆและจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งหนึ่งในทางแก้ปัญหาของภาวะสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น มีการเรียนโยคะเข้ามาเกี่ยวข้อง
ความจริงบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์โบราณและล้าสมัยในระบบความคิดและการดำเนินชีวิตที่สวนทางกันในโลกปัจจุบันของคนรุ่นใหม่ การอุทิศตนและเสียสละเพื่อพระผู้เป็นเจ้าดังที่หลายคนเข้าใจ และยังเป็นความเข้าใจที่ฝังอยู่ในระบบความคิดของเราเสมอมา
วันนี้รูปแบบและการฝึกฝนโยคะได้ถูกปรับไปตามกาลเวลา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภัยไข้เจ็บหลากหลายสาขาแนะนำให้ผู้ป่วยทดลองฝึกฝนโยคะกับครูผู้มีความชำนาญ หรืออีกนัยหนึ่งเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายเฉพาะทางหรือเฉพาะส่วนๆ ที่มีอาการต่างๆของโรคที่เราเป็น...
โยคะจึงไม่ใช่สิ่งที่ลึกลับต่อไป เพราะหากทางออกของปัญหาสุขภาพที่ดีมีการฝึกฝนอาสนะโยคะอยู่ด้วยแล้ว คนในยุคที่รายล้อมไปด้วยปัญหาสุขภาพต่างๆมากมาย น่าจะมีความยินดีที่ยอมสละเวลาเหน็ดเหนื่อยเพื่อแลกกับสุขภาพกายที่ดีกลับคืนมา

ไม่รู้ว่าคำตอบสุดท้ายของแต่ละคนเป็นอย่างไร...
โยคะอาจเป็นหนึ่งในคำตอบนั้น

shyamasundra yogiya das

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ภาพรวมของโยคะอาจไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพหรือการออกกำลังกายอย่างที่หลายคนเข้าใจ ;योग सिर्फ स्वास्थ्य का मामला नहीं हो सकता है.
















นมัสเต...

ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องระบุไปว่า สิ่งที่เราให้ค่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือผิด เสมอไป...

เพราะในกรณีของการฝึกโยคะ และผู้ที่เข้าใจทั่วไป อาจคิดว่าการฝึกโยคะเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างกับ การออกกำลังกาย ยืดเส้นสาย เหมือนกับกีฬาอื่นทั่วไป ที่เราพบเห็น
และโดยเฉพาะในสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ด้วยแล้ว การจะมีชีวิตวนเวียนเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ที่ฝึกโยคะนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย สาเหตุหลักๆที่เราพบเห็น (จากประสบการณ์อันน้อยนิด)


นั่นคือ...โยคะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่สำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ของคนทั่วไป

พูดแบบเข้าใจง่ายๆก็คือ โยคะน่าจะจัดอยู่ในประเภทของการรักษา ซึ่งโยคะเป็นเสมือนยารักษาโรคประเภทหนึ่ง เช่นเวลาเราป่วยไข้ ก็ไปหาหมอเฉพาะทาง โรคจากการเจ็บป่วยบางอย่าง เราอาจได้รับการแนะนำจากแพทย์ว่า ถึงเวลาที่ควรให้ร่างกายได้ออกกำลังกายเบาๆบ้าง


และส่วนหนึ่งของการออกกำลังกายเบาๆนั้น (ประสบการณ์จากการสอบถามและพูดคุยกับลูกศิษย์ที่ผ่านมาของเราเอง**) โยคะก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการบำบัดร่างกายจากการเจ็บป่วยนั่นเอง

เมื่อได้รับคำแนะนำเรื่องสุขภาพ โยคะเป็นการบำบัดพื้นฐานที่ได้รับการกล่าวถึง เช่นความเข้าใจว่าการยืดตัวในรูปแบบของการฝึกโยคะ ช่วยให้ร่างกายมีการหมุนเวียนของระบบต่างๆ

หรืออาจมีความเข้าใจว่า การฝึกโยคะร้อนทำให้เหงื่อออกในปริมาณมากๆ และเมื่อเราสูญเสียเหงื่อแล้ว เราจะผอมลง หรือสามารถลดนำ้หนักได้อีกวิธีหนึ่ง

คงไม่ต้องมาถกเถียงกัน เพราะเราอาจมีมุมมองที่แตกต่างกันเป็นธรรมดา โยคะของคุณเป็นการบำบัด ผ่อนคลาย เป็นกีฬาเบาๆ หรือเป็นกีฬาทางเลือก...

และสำหรับผู้ที่ฝึกโยคะ (ในระดับที่เรียกว่าจริงจังถึงจริงจังที่สุด) นั้น โยคะของเขาอาจเป็นเพียงการตรวจสอบพฤติกรรมของเราเอง หรืออาจเป็นการตรวจสอบทัศนคติที่เคยชินของร่างกาย และเรียนรู้ถึงผลที่ตามมา เพราะความเปลี่ยนแปลงของผู้ที่ฝึกโยคะนั้น จุดมุ่งหมายสูงสุด (หากเราไม่ใช่นักบวช สาธุ หรือโยคี ) โยคะจึงอาจไม่ใช่ความคิดเชิงปรัชญาหรือจิตวิญญาณที่ลึกไปถึงพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด

อาจมุ่งประเด็นไปที่ การฝึกโยคะช่วยควบคุมให้เรามีสติ มีสมาธิ และมีความสามารถในการจดจ่อกับภาระหน้าที่ในการทำงาน โดยเราสามารถจัดการควบคุมอารมณ์ให้รู้สึกสงบ แม้ในสถานการณ์ที่พบกับความยุ่งยากก็ตาม

แล้วการฝึกโยคะของคุณเป็นไปในทิศทางใดที่กล่าวมา... นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ .... เพราะคำตอบอยู่ในใจของผู้ที่ฝึกเอง.

หมายเหตุ ***
ภาษาในและข้อความในบล็อก เป็นภาษาพูดกึ่งเขียน และไม่มีการตรวจทานโดยราชบัณฑิตยสถาน จึงอาจมีความคลาดเคลื่อนในการวางรูปประโยคหรือสระและพยัญชนะ สิ่งที่ต้องการคือ การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา อ่านแล้วรู้สึกเป็นกันเอง ไม่สามารถนำไปอ้างอิงเป็นเอกสารวิชาการใดๆได้ครับ และถ้าต้องการเนื้อหาทางวิชาการ แนะนำให้อ่านหนังสือหรือวารสารเกี่ยวกับสุขภาพโดยตรงครับ

ขอบคุณ

shyamasundra yogiya das




วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สุขภาพต้องมาควบคู่กับการใช้ชีวิตประจำวัน


อาการเจ็บป่วยที่แปลกประหลาดมีมากขึ้น

เพราะสาเหตุหลักจากปัจจัยแวดล้อม

เราป่วยด้วยโรคต่่างๆ

ทั้งที่เป็นในลักษณะอาการที่มองเห็น

หรืออาการของโรคมองไม่เห็น

...แต่เป็นแล้วเป็นเลย ไม่ต้องใช้เวลาเตรียมใจ

และยากในการรักษาเยียวยา

หลายคนไร้หนทางรักษา หรือเพราะมืดมนในลักษณะอาการของโรค

สิ่งที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแนะนำให้ได้ยินประจำ

"...พักผ่อนและออกกำลังกาย ทานอาหารดีมีประโยชน์..."

ทุกคนรู้และเคยเรียนมาตั้งแต่จำความได้

เหมือนกับการท่องจำ

ไม่ต่างอะไรกับนกแก้วนกขุนทอง

หมอแนะนำให้ทำนู่นนี่ .. ทำในสิ่งที่แสนจะธรรมดา

กินผัก ผลไม้ งดการดื่มเหล้า สูบบุหรี่

ออกกำลังกาย ...

ทำทุกอย่างเพื่อ

ป้องกันการ "ตาย"

ก่อนเวลาอันสมควร

...

แล้วเวลาไหนสมควร ไม่สมควร

คงไม่ต้องให้ใครมาบอกเรา.

เพราะถ้าเราบอก เวลานี้แหละ สมควรแล้ว

เหมาะสมที่จะเริ่มทุกสิ่งสำหรับตัวเราเอง

ถ้าวันนี้เราไม่ทำ พรุ่งนี้ก็คงไม่มีความหมายอะไร


วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

Krshnayoga โชคชัยสี่ และ New studio Yoga by krutune แจ้งวัฒนะ



สตูดิโอขนาดกระทัดรัด น่ารัก เปิดสอนโยคะโดยมีครูตูนเป็นผู้ดูแลเกือบทั้งหมด ส่วนเราจะไปสอนบางคลาส สำหรับผู้สนใจที่อยู่ย่านแจ้งวัฒนะ ติดต่อสอบถามได้ครับ อยู่เลยเซนทรัลแจ้งวัฒนะไป ฝั่งตรงข้ามกับอาคารจัสมิน เป็นสปอร์ตคลับของหมู่บ้านสายลม

สำหรับโชคชัยสี่ ยังสอนอยู่เช่นเดิมครับ *
รอบเวลาเรียน

สตูดิโอโยคะครูตูน ( โปรดสอบถาม )


รอบเวลาเรียน
กฤษณะโยคะ โชคชัยสี่
จันทร์ 09.00-10.15 / 18.30-19.30
อังคาร 09.00-10.15 / 18.30-19.30 / 19.45-20.45
พุธ 09.00-10.15
พฤหัส 09.00-10.15 / 18.30-19.30 / 19.45-20.45
ศุกร์ 09.00-10.15
เสาร์ 18.30-19.30 / 19.45-20.45 (มีบางเสาร์เท่านั้น โปรดสอบถาม)
อาทิตย์ 10.00-11.15 / 18.30-19.30


เราจะประจำที่สตูดิโอครูตูน ทุกวันพุธ และวันเสาร์ครับ อาจมีวันอื่นบ้างตามความเหมาะสม
รายละเอียดเพิ่มเติม โปรดสอบถามโดยตรงครับ หรือที่ 085-367-7163 / privateya@yahoo.com / krshna.yoga@yahoo.com

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

เน้นการยืดหยุ่นที่มากเป็นพิเศษ เปิดสอนสำหรับผู้ที่สนใจครับ



เป็นการสอนที่ผสมผสานโยคะกับการเคลื่อนไหวร่างกายที่เชื่องช้า นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยการใช้สมาธิและกำลังที่มากพอสมควร เป็นวิชาใหม่ที่เราจะเปิดสอน โดยเน้นเรื่องการยืดหยุ่นร่างกายที่ต่อเนื่อง และค่อนข้างได้ผลดีสำหรับในเรื่องของการใช้สมาธิและพละกำลังอีกเล็กน้อยครับ โดยเราใช้ชื่อการสอนลักษณะนี้ว่า แอดจัสท์เม้นท์ adjustment ส่วนชื่อเต็มๆนั้นอาจเรียกยากไปนิด แต่เป็นวิชาที่เราภูมิใจนำเสนอครับ
แต่ก็คงต้องยอมรับว่า วิชานี้จะเหนื่อยมากเป็นพิเศษขึ้นมาอีกนิดนึง สำหรับการเรียน ใครที่ลงเรียนคอร์สกับเราไว้ จะมีให้ทดลองเรียนหนึ่งครั้งครับ สนุกและอาจเหนื่อยบ้าง แต่ก็น่าจะได้ผลดีหลายๆด้านครับ

สำหรับการสอนในอนาคต จะสอนที่โชคชัยสี่ และสตูดิโอโยคะครูตูน ย่านแจ้งวัฒนะ ที่เรากับครูตูนเปิดสอนด้วยกัน แต่หลักๆครูตูนจะเป็นผู้ดูแลคอร์สเรียนแทบทั้งหมดครับ ใครสนใจเรื่องเวลาและสถานที่เรียน จะแจ้งให้ทราบครับ


สวัสดี

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

ท่วงท่า,อาสนะ และการฝึก , หัวใจสำคัญของโยคะ


สวัสดีครับ หลังจากหายไปนาน สามเดือนกับอีกหกวัน...
เพราะกิจกรรมทางโลกที่วุ่นวาย รวมไปถึงการสอนที่เพิ่มจำนวนผู้เรียน และมีความหลากหลายทางความคิดมากขึ้นตามลำดับ
ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ยังคงรักโยคะเสมอและไม่คิดจะเปลี่ยนใจ ..

สำหรับในวันนี้ เป็นการปรับปรุงความคิดของเราเองและของคุณ อาจเนื่องจากประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นอีกเล็กน้อย แม้เราหลายคนจะคิดเพียงว่า การฝึกโยคะเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ก็ตาม หรือแม้แต่จะคิดว่า โยคะฝึกแล้วผอม ลดความอ้วนได้
..นั่นก็เป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด หรือแม้แต่ที่บางคนคิดว่า ท่าฝึกยากๆพิสดาร จะช่วยให้เราเข้าถึงแก่นแท้ของความจริงบางอย่างได้
...อธิบายคร่าวๆตามข้อมูลที่เราเรียนรู้มา เพื่อสร้างความเข้าใจง่ายๆให้กับผู้ที่สนใจ

พักสักครู่ครับ ขอไปดื่มนำ้เต้าหู้สักแก้ว อดอาหารมาหนึ่งวันเต็มๆแล้ว


...



ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกันต่อครับ เรื่องของอาสนะ หรือเราอาจเรียกให้พอเข้าใจง่ายๆว่า ท่าฝึก ต่างๆนั้น ทำไมจึงต้องมีความแปลก หรือประหลาด ซึ่งในความจริง ท่าฝึกต่างๆนั้น มีจุดประสงค์หลักคือการเอาชนะสภาวะของธรรมชาติในการดำเนินอิริยาบทพื้นฐานของร่างกายเรานั่นเอง

ซึ่งท่าฝึกเหล่านี้ไม่ใช่การทำท่าทางแปลกพิสดาร โดยไม่มีหลักการ
เพราะอาสนะฝึกคือการนำเอาท่าทางของสิ่งมีชีวิตต่างๆโดยรวม และเป็นการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ท่าทางของนก สัตว์ชนิดต่างๆ หรือการเลียนแบบธรรมชาติ

อาสนะจึงอาจเรียกว่าเป็นการรวมวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตไว้ด้วยกัน....

ทีนี้เราคงพอจะเข้าใจและนึกภาพออกตาม
และเมื่อเราฝึกอาสนะแล้ว ในทางปฎิบัติ เราทุกคนอยากทำท่าทางต่างๆให้ยากๆยิ่งขึ้นไป แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ที่เราพยายามบอกว่า ให้ฝึกอย่างผ่อนคลายนั้น เพราะว่า เมื่อเราเข้าสู่ท่าทางฝึกนั้นๆแล้ว เราสามารถนิ่งอยู่ได้ด้วยการขัด หรือล็อก ตามที่ควรจะเป็น และให้ถอนความตั้งใจออกไปจากท่าทางเหล่านั้น ซึ่งหมายถึงการเข้าสู่สมาธิอย่างหนึ่ง และนั่นเป็นหัวใจหลักที่สำคัญมาก แต่ส่วนมาก ความสนใจของเรามักจะไปอยู่ที่ท่าทางฝึกยากๆ และคิดว่า ความแปลกประหลาดนั้นเป็นหัวใจสำคัญ...

ลองอ่านดูอีกครั้งได้ครับ คุณจะพบว่าความจริงบางอย่างถูกลบเลือนไปด้วยการประชาสัมพันธ์จริงๆ...

เออ ดีจัง กดลิ้งไปเฟซบุ๊คได้ด้วย ขอบคุณมาก
" yogiya "

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

www.yogiya.net



แนะนำเวบไซต์ และเวบบอร์ดถามตอบ และแนะนำการฝึกโยคะ ที่เราพึ่งจัดทำขึ้นได้สักพักครับ

www.yogiya.net

ต้องกราบขออภัยเป็นอย่างสูงที่เราย้ายไปเขียนในนั้น เนื่องจากความสะดวกในการเขียนครับ เพราะบางครั้งเขียนในโทรศัพท์มือถือ แต่ในนี้ก็จะยังมีอยู่ครับ ไม่ได้ปิดหรือย้ายไปไหน เพียงแต่อาจส่งลิ้งค์ไป เพื่อง่ายต่อการอ่านครับ
...
โลกเปลี่ยนไป
ความคิดใหม่ๆก็เข้ามา
ประสบการณ์ใหม่ๆ
สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ

รักษาสุขภาพด้วยนะครับ
ด้วยความปราถนาดี

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

โปสเตอร์ท่าไหว้พระอาทิตย์


สำหรับผู้ที่สนใจและสามารถนำกลับไปฝึกหัดได้ที่บ้าน ขนาดมาตรฐาน สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้โดยตรงครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

What I see ... may be what you see is the same.








ที่ต้องเขียนเพราะมีเหตุปัจจัยที่มาจากการพบปะผู้คนมากหน้าในแต่ละวัน ซึ่งการพบกับผู้คนมากมายนั้นไม่ใช่สิ่งยืนยันว่า เราจะเป็นคนที่เข้าใจอะไรได้ทั้งหมดในโลกใบนี้ เพราะโลกไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปให้เราเหมือนกับอาหารหรือสิ่งของเครื่องใช้ และยิ่งหากมองลึกลงไปในรายละเอียดด้วยแล้ว โลกนี้ไม่สำเร็จรูปเลย


ทุกคืนวันของการเป็นครู (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทสมมติ) มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับการมีตัวตน ทั้งที่ในความเป็นจริง ทุกคนล้วนเป็นเพียงร่างกายเปลือยเปล่าที่ได้รับการสมมติให้เป็น...


แล้วอะไรคือประเด็นของเรื่องนี้..

ภาพสะท้อนจากความพยายามและตั้งใจเรียนของผู้ที่มาฝึก หรือบางคนอาจจะมองว่า เป็นการมาออกกำลังกาย ในศาสตร์วิชาโบราณที่มีมานานกว่า 5,000 ปี ที่เราเปิดสอนในบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง เป็นภาพที่มีความหลากหลาย ทั้งผู้เรียนที่เป็นเด็กประถม มัธยมปลาย คนรุ่นราวคราวเดียวกับเรา จนถึงคุณป้าวัยเกษียณ ได้ทำให้เราสัมผัสถึงบางอย่าง

ล่วงเวลาเข้าปีที่สามของการสอน ชั่วโมงของการเป็นครูอาจารย์ที่มีมากขึ้น ประสบการณ์ในการมองเห็น รับรู้ และการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ จากปาก อิริยาบทท่าทาง ที่เราได้ถ่ายทอดให้กับคนร่วมร้อยคน เป็นจำนวนที่ไม่มากมายนัก แต่สิ่งที่สะท้อนมาจากชีวิตต่างๆที่เราพบ กลับมากมายและมีคุณค่าเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูด สิ่งที่ทำได้คือ เขียนเล่าให้กับ "คุณ" ที่มาอ่านเจออาจทั้งจากความตั้งใจหรือบังเอิญก็ตาม

ผู้เรียนหลายคนมีความตั้งใจแตกต่างกันไป ตามสภาวะของเขาเหล่านั้น บางคนมาเรียนเพื่อเป็นการผ่อนคลาย บางคนมาเพื่อให้การฝึกฝนเป็นการทุเลาอาการของการเจ็บป่วยต่างๆ บางคนมาเพราะต้องการพบปะสมาคมกับคนอื่น โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ทุกคนได้ร่วมประสบการณ์เดียวกัน คือการปฏิบัติอาสนะโยคะ โดยไม่มีการแบ่งแยกว่าใครจะมีบทบาททางสังคมอย่างไร .. เพราะทุกคนที่มาที่นี่ ต้องมารับการฝึก แต่จะมากน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสภาพร่างกายของคุณเอง ว่ามีมากหรือน้อยแค่ไหน

สิ่งที่เราเห็น เหมือนกับโรงละครเล็ก ที่มีผู้แสดงในบทบาทต่างๆ ทั้งที่เหนื่อยและปวดเมื่อยในบางครั้ง แต่ละคนก็มีความตั้งใจลดหลั่นกันไป จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบหลักของตัวเขาเอง

หากจิตใจและร่างกายไม่สบาย การฝึกจะแสดงออกมาในลักษณะของคนที่มีความกังวลหรือมีความทุกข์ใจซ่อนอยู่ กับคนที่มีความตั้งใจตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ เหมือนกับเราได้ดูหนังสักเรื่องที่ต้องยิ่งตั้งใจเป็นพิเศษ ผู้รับการฝึกทั้งชายหญิงล้วนนอนในระนาบเดียวกัน คือขนานไปกับพื้นโลก


.....ส่วนหัวใจของแต่ละคนจะคิดอะไรนั้น ... คุณเองที่รู้คำตอบ...