วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

การงดฝึกโยคะในวันพระจันทร์เต็มดวง

งดการฝึกโยคะในวันพระจันทร์เต็มดวงเพื่ออะไร?
ขอเล่าแบบสรุปย่อๆนะครับ
ร่างกายของมนุษย์มีนำ้เป็นส่วนประกอบ 70% และในทุกวันพระจันทร์เต็มดวง การโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะมีความสัมพันธ์และทำปฏิกิริยาต่อกัน ทำให้ระดับนำ้ในร่างกายมนุษย์ส่งผลให้สภาพร่างกายและจิตใจของเราจะมีความแปรปรวน กังวลและกระวนกระวายมากกว่าวันอื่น (เคยมีคนทำสถิติว่า วันพระจันทร์เต็มดวงจะมีการก่อคดีอาชญากรรมมากกว่าปกติ) ด้วยเหตุนี้ส่วนหนึ่ง คนโบราณจึงจัดให้วันนี้เป็นวันที่ประกอบพิธีทางศาสนาเช่น เป็นวันพระ หรือวันที่มีพิธีการต่างๆ เพื่อเป็นอุบายให้คนทั่วไปมุ่งเข้าปฏิบัติธรรมตามหลักของแต่ละศาสนา และเป็นการทำจิตใจให้สงบไปด้วยในตัว
สำหรับในผู้ฝึกโยคะและศึกษาศาสตร์ด้านนี้หลายท่านสงสัยว่า ทำไมจึงหยุดสอนในวันดังกล่าว จะได้เป็นที่ทราบกันว่า วัน full moon หรือ new moon เป็นวันหยุด ที่ไม่มีการฝึกโยคะ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553

เราเป็นครูสอนโยคะธรรมดาๆคนหนึ่ง



จุดมุ่งหมายของการฝึกโยคะบนพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี
หลายคนที่สนใจและเรียนโยคะย่อมมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไปตามแต่สภาพแวดล้อมของแต่ละคน ซึ่งได้รวมไปถึงกิจวัตรในชีวิตประจำวัน สุขภาพ ปัญหาสุขภาพ และโรคภัยหรืออาการป่วยต่างๆ
ที่ต้องนำเรื่องนี้มาขยายความเพราะบางครั้งความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับโยคะยังมีข้อจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เราแต่ละคนจะมีความเข้าใจไม่ตรงกัน

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องโยคะเท่านั้น ความรู้ความเข้าใจด้านอื่นๆในโลกนี้ ทุกสาขาอาชีพ ย่อมมีทั้งผู้ที่เข้าใจและคิดว่าตนเองเข้าใจ หรือเป็นไปตามที่ตนเองเข้าใจ
เมื่อมีโทรศัพท์ อีเมล์ หรือการสอบถามพูดคุยเกี่ยวกับโยคะ แทบทุกครั้งเรามักจะถามว่า เคยเรียนโยคะมาไหม เรียนแบบไหนที่ไหน กับใคร?
ส่วนมากที่ถามเพราะว่าจะได้นำมาประกอบการพิจารณาในการเลือกตอบคำถามของคนๆนั้น หรือหากจะมาฝึกโยคะด้วยกัน จะเริ่มฝึกในลักษณะไหน ที่ถามไปจึงไม่ใช่การถามเพื่อจะหาคำตอบว่าที่เรียนมานั้นใครสอน ดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า สไตล์หรือรูปแบบการสอนของอาจารย์แต่ละท่านย่อมแตกต่างกัน แม้แต่ผู้จบจากสถาบันโยคะที่เดียวกันยังสอนไม่เหมือนกัน
ดังนั้นหากเอาเรื่องครูหรือสถาบันการสอนมาเป็นเกณฑ์ สิ่งที่ได้จากการเรียนโยคะอาจไม่ใช่จุดมุ่งหมายของโยคะที่แท้จริง หากคุณเป็นคนมีปัญหาด้านสุขภาพ การฝึกโยคะเป็น " ทางเลือก " อีกหนึ่งทางเลือก ที่ช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ เช่น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ หรือการนอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้น
และท้ายที่สุดคือ "สมาธิ" ที่ผู้ฝึกโยคะทุกคนจะมีมากขึ้น
ส่วนรูปแบบการสอนนั้น แนะนำว่า ชอบแบบไหนก็เลือกเรียนแบบนั้นครับ
ชอบแบบคนเยอะๆก็ไปเล่นตามฟิตเนส
ชอบเล่นแบบออกแรงเยอะๆ ก็มีสอนหลายที่ (ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ครับ)
หรือสนใจแบบที่เราสอน หรืออยากรู้ ก็มาลองนั่งดูการสอนก่อนก็ได้ แล้วอาจค่อยตัดสินใจ

คงไม่ว่ากัน แต่ให้นั่งดูข้างนอกนะครับ ไม่อย่างนั้นจะรบกวนสมาธิคนเรียน

แต่มาเรียนกับเราต้องยอมรับว่า เหนื่อยหน่อยครับ
เป็นเรื่องธรรมดาของการฝึกโยคะครับ
ด้วยความปราถนาดี

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ต้นทุนชีวิตและความสามารถของแต่ละบุคคล



หลังจากหายจากการเขียนบล็อกพักใหญ่ เราได้ย้ายสถานที่สอนโยคะแห่งใหม่ไปอยู่ในซอยโชคชัยสี่เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ถึงแม้ว่าสถานที่ไม่ใหญ่โตกว้างขวาง แต่ได้พยายามปรับปรุงให้มีความพร้อมสำหรับการสอนอยู่ตลอด สถานที่แห่งใหม่จึงไม่สามารถรับผู้เรียนได้เกิน 6 คนต่อรอบเรียนในแต่ละครั้ง
ดังนั้น จึงขออภัยสำหรับผู้เรียนที่ไม่ได้แจ้งทางเราล่วงหน้า เพราะบางครั้งรอบเรียนอาจไม่มีที่พอ ซึ่งอาจมีการจัดให้เรียนในรอบถัดไป
สำหรับผู้ฝึกที่ต้องการฝึกในระดับสูง และมีความเป็นส่วนตัว เรากำลังจัดเตรียมสถานที่ เป็นห้องชั้นบน สำหรับฝึกกลุ่มเล็กๆ สงบและไม่มีเสียงรบกวน
สำหรับผู้ฝึกทั่วไป ขอแจ้งให้ทราบถึงการเรียนในรอบที่สมัคร และควรมาเรียนอย่างสมำ่เสมอครับ เพราะเวลาของคุณอาจถูกแทนที่ด้วยผู้ฝึกที่มีความพร้อมในการมาเรียนมากกว่า และควรรักษาเวลาในการมาเรียน เพราะทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับตัวคุณเองทั้งสิ้น หรืออย่างน้อยโปรดแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ส่วนที่เขียนไว้ถึงเรื่องต้นทุนชีวิต เราอาจนึกไปถึงสถานภาพทางสังคม ซึ่งในการเรียนโยคะแล้ว ต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน คือร่างกายครับ เพราะเราล้วนต่างมีร่างกายที่แตกต่างกัน ไม่มีมนุษย์คนไหนที่มีความพร้อมในทุกๆด้าน ทั้งทางสภาพร่างกายและความสามารถ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่มีผู้ฝึกโยคะถามเสมอว่า ทำไมทำท่านี้ท่านั้นไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาครับ เพราะขนาดผู้ฝึกสอนโยคะเองยังมีท่าทางบางท่าที่ไม่มีความชำนาญ แต่ทั้งนี้ ความพยายามและตั้งใจก็เป็นส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะโยคะต้องฝึกด้วยความเพียรพยายาม และต้องมีความอดทนกว่าการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก เพียงแต่อย่าหมดความอดทนเสียก่อน ไม่อย่างนั้นแล้ว คุณก็ได้แค่เพียง ผู้ที่เคยฝึกโยคะ เท่านั้นเองครับ เพราะเราไม่อยากให้คุณมาหาเราอีกครั้งเมื่อป่วยหรือมีอาการต่างๆที่คิดว่าโยคะจะช่วยได้ เพราะสุขภาพที่ดีนั้นมาจากตัวคุณนั่นเองครับ มีวินัย และทำอย่างสมำ่เสมอ เริ่มวันนี้ดีกว่าครับ
ด้วยความปราถนาดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

ฟื้นฟูสุขภาพตนเองด้วยธรรมชาติบำบัดพื้นฐาน

การอดอาหารล้างพิษแบบผู้ปฏิบัติโยคะ

อาหารธรรมชาติ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ซึ่งให้เส้นใยจากธัญพืช เป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ละเว้นและไม่ให้ความสำคัญ แต่เรามักจะหันไปให้ความสำคัญกับอาหารจานด่วน ซึ่งส่งผลให้ร่างกายได้รับสารเคมีปนเปื้อน ทั้งที่มาจากการแต่งสี และกลิ่น รวมไปถึงยาปฏิชีวนะและสารเร่งต่างๆที่เจือปน
ร่างกายของเราจึงได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าอาหารคือ การออกกำลังกาย เมื่อหลายคนขาดการออกกำลังกาย ร่างกายได้รับการพักผ่อนน้อย นอนไม่เป็นเวลา เราก็จะเข้าสู่ภาวะของอาการเครียด โดยที่หลายคนไม่รู้ตัว และเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนสุขภาพ
ส่วนปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นกับคนไทย ได้แก่ โรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ ข้อเสื่อม ภูมิต้านทานผิดปกติ โรคภูมิแพ้ หอบหืด มะเร็งต่างๆ
การป่วยต่างๆนี้ หลายคนแก้ที่ปลายเหตุ ทั้งๆที่โรคเหล่านี้เกิดจากการกินอาหาร และการใช้ชีวิตที่ผิดปกติ ซึ่งสิ่งสำคัญสิ่งแรกคือ
"เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม" เพื่อให้การบำบัดร่างกายเกิดผลอย่างสูงสุด และขณะนี้มีคนจำนวนมากที่หันมาสนใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น ซึ่งหลักของธรรมชาติบำบัดคือ การรับประทานอาหารให้ถูกต้องและมีความเหมาะสม ตามอาการของสุขภาพ และปรับร่างกายและจิตใจให้เกิดความสมดุล ส่วนข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การล้างพิษบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งตามตำราอายุรเวทของอินเดียกล่าวไว้ว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุ 5 อย่าง คือ ดิน นำ้ ลม ไฟ และช่องว่าง ซึ่งธาตุทั้ง 5 อย่างถูกควบคุมโดยอัคนี หรือเราเรียกว่า ไฟแห่งการมีชีวิต หรือไฟชีวภาพ ผู้ที่สุขภาพไม่ดี การเผาผลาญระบบต่างๆจะหลงเหลือสารพิษไปอุดตันตามทางเดินอาหาร ทางเดินระบบหายใจ หลอดเลือด หลอดนำ้เหลือง ท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งทางอายุรเวทใช้ปัญจกรรมะ คือ การอดอาหาร หรือการกินแต่น้อย การสวนลำไส้ล้างทางเดินของระบบหายใจ โดยมีจุดประสงค์คือ ล้างพิษและฟื้นฟูสุขภาพ และให้ร่างกายได้พักผ่อน
ส่วนการล้างพิษแบบสั้นๆและไม่มีขั้นตอนยุ่งยากมากนัก และจะแนะนำต่อไปนี้ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถทดลองปฏิบัติด้วยตนเองได้ คือ
การอดอาหารล้างพิษ
วันข้างขึ้น หรือข้างแรม 11คำ่ เป็นวันที่ระดับนำ้ในโลกจะมีความสมดุลพอดี ซึ่งก็รวมไปถึงระดับนำ้ในร่างกายเราด้วยเช่นเดียวกัน
ตามหลักโยคะศาสตร์กล่าวว่า วันนั้นร่างกายของเราจะไม่ค่อยหิว และเหตุนี้จึงเป็นการใช้ปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวมาช่วยในการอดอาหาร ทำให้เราสามารถทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ส่วนหลายคนอาจไม่สะดวกในการทำวิธีนี้ เพราะต้องมานั่งจำวันข้างขึ้นข้างแรม อาจเลือกทำในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ หรือทำในวันเกิดของเราเองก็ได้ครับ เหมือนกับการให้รางวัลชีวิตกับตัวเองบ้าง
หลักการล้างพิษคือ ร่างกายจะมีการล้างพิษเมื่อมีการอด โดยไม่มีอาหารเช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้ง เข้าสู่ร่างกาย และร่างกายจะได้ขจัดสารที่เสียออกไป
ส่วนการอดแบบไม่ทานอะไรเลย ผู้ที่ไม่เคยทำมาก่อนอาจมองว่าเป็นเรื่องแปลก จึงได้แต่แนะนำให้เลือกการอดตามความเหมาะสมของแต่ละคน
แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องอยู่ที่การปฏิบัติอย่างจริงจังครับ ไม่อย่างนั้นจะไม่เกิดผลใดๆทั้งสิ้น
ส่วนการอดอย่างง่ายที่สุดคือ การอดด้วยการทานผลไม้ชนิดเดียว ตลอดทั้งวัน ให้เลือกผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ส้ม ชมพู่ แคนตาลูป โดยเลือกทานแต่ผลไม้ชนิดนั้นตลอดทั้งวัน เท่าที่ร่างกายต้องการ และหากเราสามารถทำได้ ครั้งต่อไปให้อดด้วยนำ้ผลไม้ หรือนำ้เปล่า โดยใช้หลักการเดียวกัน หากเป็นนำ้ผลไม้ เราควรคั้นและสกัดเอาแต่นำ้ผลไม้นั้น โดยไม่กินกาก
ส่วนการเตรียมตัวก่อนและหลังการอดอาหารล้างพิษนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง โปรดอ่านในครั้งหน้าครับ

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553

ความเข้าใจเรื่องโยคะ(เพิ่มเติม)

สวัสดีปีใหม่ครับ
ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้เขียนถึงท่าฝึกโยคะใหม่ๆมากนัก เพราะกลัวว่าจะเป็นที่สอนโยคะออนไลน์เกินไป และหากใครสนใจท่าฝึกต่างๆ ก็สามารถหาได้ไม่ยากครับ ทั้งเวบไซท์ของไทยและต่างประเทศ ส่วนหนังสือก็หาไม่ยากเช่นกัน สำหรับคุณที่อยู่ตามเมืองใหญ่จะหาได้ง่ายกว่าบางจังหวัดจริงๆครับ แต่หากสนใจหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษก็บอกมาได้ครับ เพราะเราจะหาข้อมูลให้และหากจะฝากซื้อและให้จัดส่งนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ตั้งแต่สอนโยคะมา บ่อยครั้งมีโทรศัพท์และอีเมล์มาสอบถามเรื่องการฝึกโยคะในมุมมองที่แตกต่าง ทั้งในเรื่องของการฝึกฝนที่พิสดาร เช่นในอาสนะท่ายากๆ ที่หลายคนอยากทำได้ หรือการลดนำ้หนักส่วนเกิน ทั้งนี้สาเหตุอาจมาจากสื่อต่างๆนำเสนอ (ไม่เว้นแม้แต่ในภาพโฆษณาหมู่บ้านและคอนโดมิเนียม) ที่มักจะมีภาพของสโมสร สถานที่เล่นกีฬา ออกกำลังกาย และหนึ่งในนั้นก็จะมีภาพของคนฝึกโยคะ ทั้งชนิดที่ฝึกแบบง่ายๆ สบายๆ ท่ายกแขน ยกขา หรือท่ายากๆเหมือนกับการแข่งขันยิมนาสติค
ไม่มีอะไรผิดสำหรับคนที่ไม่รู้ แต่คนที่ไม่รู้หรือรับข้อมูลมาจากทางด้านเดียว มักจะสับสนถึง" แก่น " ของวิชาโยคะ ว่าแท้ที่จริงแล้ว การฝึกโยคะให้อะไรกันแน่
เราคงได้แต่บอกแนะนำให้คุณไปหาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เพื่อประกอบการตัดสินใจ และได้ทำความเข้าใจไปพร้อมๆกัน แต่ที่เราควรสังเกตุคือ เนื้อหาสาระของหนังสือต่างๆ ควรจะมีเนื้อหาเหล่านี้

- ที่มาของโยคะ
- การฝึกโยคะตามหนังสือนั้นๆ ( อาสนะต่างๆ)
- ประโยชน์ของแต่ละท่าฝึก
- การปฏิบัติิตนก่อนและหลังฝึก
- การกำหนดลมหายใจ
- ท่าฝึกตามจุดมุ่งหมายของหนังสือดังกล่าว (เช่น หนังสือที่เน้นเรื่องของการลดนำ้หนัก ลดส่วนต่างๆ หรือหนังสือที่มุ่งเน้นเร่องการฝึกจิตควบคู่ไปด้วย หรือแม้แต่การเน้นที่การฝึกปราณ )

ขึ้นอยู่กับว่า เราฝึกได้มากน้อยแค่ไหน และตั้งใจฝึกฝน หรือฝึกฝนได้ในระดับไหน ส่วนจะมากหรือน้อยนั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบหลักจากสภาพร่างกายของผู้ฝึก ความพร้อมทางด้านจิตใจ และความอดทน ที่สำคัญมาก สำหรับผู้สนใจในศาสตร์ด้านนี้ ส่วนผลสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่ต้องผ่านขั้นตอนการฝึกฝนและความอดทนมาก่อนเป็นสำคัญครับ
^^

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

art of relaxation


ปีหน้าที่กำลังจะมาถึง เราได้แต่คาดการณ์กันไปต่างๆว่าชีวิตในวันต่อไปหรือปีต่อไปจะต้องดีกว่าวันนี้
หลายคนยังคงอยู่กับความฝัน แต่"การฝัน" เหล่านั้น ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดและฝันกันได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพียงแต่ฝันดีหรือร้าย นั่นก็คงแล้วแต่โชคของแต่ละคน

ช่วงครึ่งปีหลังมานี้ การสอนโยคะของเราจะเน้นไปที่การกำหนดลมหายใจเป็นส่วนใหญ่ และเน้นการหายใจให้สัมพันธ์กับท่าฝึก เหตุผลที่ต้องเน้นเรื่องนี้ เพราะการฝึกหายใจเป็นการสร้างสมาธิในระดับพื้นฐานที่สำคัญมากครับ


การพักหลังจากการฝึกโยคะทุกครั้งเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน เรามาลองศึกษาเรื่อง การนอนพักผ่อนกันดูบ้าง

หากเราสังเกตุเด็กทารกขณะที่นอนหลับ จะเห็นว่าเด็กทิ้งนำ้หนักตัวทั้งหมดลงบนที่นอนโดยไม่มีการเกร็งกล้ามเนื้อส่วนใดเลย
กรณีเดียวกัน ชนเผ่าเร่ร่อนที่มีการเดินทางตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อเดินทางถึงแหล่งพักอาศัย ที่มีแหล่งนำ้อยู่ใกล้ คนเหล่านั้นก็จะทิ้งตัวลงนอนบนพื้น และวางแขนขาไว้ข้างตัว เสมือนคนที่ปราศจากชีวิต ซึ่งอาการดังกล่าวจะเห็นได้ค่อนข้างชัด ซึ่งการพักแบบนี้ 1 ชม. ทำให้ร่างกายของเขามีความสดชื่นขึ้นมากเท่ากับที่คนปกติทั่วไปพักเป็นเวลายาวนานตลอดทั้งคืน ซึ่งชนเผ่าเหล่านี้สามารถเดินทางได้เป็นระยะเวลายาวนานและไกลได้อย่างมาก ทั้งๆที่มีช่วงเวลาพักผ่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จะเห็นได้ว่า ทารกและชนเผ่าที่เรามองว่าล้าหลัง ไม่ได้หลงลืมศิลปะแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง เพราะพวกเขามีความสามารถที่จะพักผ่อนได้อย่างเต็มที่และสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากคนในเมืองใหญ่ และเมื่อคนเหล่านี้ต้องการพัก เขาจะพักผ่อนอย่างเต็มที่และค่อนข้างลึกซึ้ง ซึ่งส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราการเต้นและความตึงเครียดของหัวใจก็จะลดถอยลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ศูนย์ประสาทที่ถูกใช้งานมากจนเกินไปจะได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง ขณะที่ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อก็ลดระดับลงจนตำ่กว่าความเครียดขั้นพื้นฐาน พลังงานในร่างกายส่วนที่เหลือก็จะถูกผลิตขึ้นมาอย่างสมำ่เสมอ จากเซลล์ต่างๆภายในร่างกาย และสะสมเพื่อความต้องการที่จะนำออกมาใช้ได้ในอนาคต นอกจากนี้ อารมณ์ปั่นป่วนและความวิตกกังวลต่างๆก็จะหายไปจากจิตใจของเราด้วยเช่นเดียวกัน
หลายคนอ่านแล้วอาจสงสัย แต่จากการค้นคว้าหาข้อมูลที่พบมา การพักผ่อนอย่างแท้จริงที่กล่าวมานี้ มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้ปฏิบัติโยคะในอินเดียสมัยโบราณได้เฝ้าดูพฤติกรรมการหลับนอนของบรรดาสัตว์ต่างๆ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ต้องการวันหยุดพักผ่อนในแบบที่คนในสังคมเมืองปฏิบัติ ผู้ฝึกโยคะในระดับสูงจะสามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอย่างแท้จริง โดยการควบคุมสติและจิตใจให้ผ่อนคลายได้อย่างรวดเร็ว
ในภาษาทางการแพทย์จะเรียกกลไกนี้ว่า สมรรถนะในการสะกดยับยั้งการทำงานของกลไกประสาทรับสัมผัสซึ่งสามารถเป็นไปได้ในผู้ที่มีสมาธิในระดับสูงและผ่าการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ตัวอย่างที่กล่าวมา อาจเปรียบเทียบได้กับพนักงานรับโทรศัพท์ คือเมื่อต้องการหยุดพัก และไม่รับโทรศัพท์ก็ปิดสัญญาณรับโทรศัพท์นั่นเอง แม้ว่าสัญญาณที่ส่งมาจะยังคงมีอยู่ แต่เขาจะไม่ได้รับโทรศัพท์ซึ่งทำให้เขาได้พักผ่อนบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลาย
เช่นเดียวกับการนอนอย่างสมบูรณ์และรู้สึกตัว ผู้ฝึกโยคะ ( ทั้งในเบื้องต้น,ระดับสูง และโยคี)หากทำได้ จะสามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับพลังปราณและการหายใจเข้า ออกที่สมบูรณ์ได้ ร่างกายจะเหมือนกับแบตเตอรี่ที่ได้รับการชาร์จพลังอย่างเต็มที่
กรณีดังกล่าวมีการทดลองกับคนไข้ความดันโลหิตสูง 47 คน ให้ทดลองปฏิบัติอาศนะในท่าศพ วันละ 30 นาทีเวลา 40 สัปดาห์ ปรากฏว่า อาการโรคปวดศรีษะ วิงเวียนศรีษะ เส้นประสาท และอารมณ์โกรธฉุนเฉียวง่าย โรคนอนไม่หลับ ได้หายไปจากคนไข้แทบทุกคน (Datey K. Angiology 20 - 1969 )

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ภาพ : Paschimottanasana A ทำ 5 ครั้ง (สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ)


ปีนี้กำลังจะหมดไป และกลายเป็นปีเก่า เรารอให้ปีใหม่มาถึงเร็วๆเพื่อจะได้เริ่มอะไรใหม่ๆ บางคนถึงกับบอกว่า ปีใหม่จะใส่ใจดูแลสุขภาพให้ดีกว่านี้ ?
ปัญหาด้านสุขภาพมักจะมาถึงตัวเราเร็วขนาดที่ว่าเฉียบพลัน โดยที่หลายคนไม่ทันตั้งตัว
และเมื่อถึงเวลานั้น สิ่งแรกที่เรานึกถึงคือ การไปหาหมอ เพื่อให้ช่วยบรรเทาหรือเยียวยาอาการต่างๆที่เกิดขึ้น
หลายคนหมดเงินทองไปกับการรักษาตัวเองเมื่อเจ็บป่วย อาชีพที่เราทำ บางครั้งก็ทำร้ายร่างกายคนเราทางอ้อมได้ หากขาดความพอดีและเหมาะสม

น้อยคนที่จะใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเราเองอย่างจริงจัง

หรืออาจเพราะสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เราประสบกันอยู่ทุกวัน ก็อาจเป็นไปได้
หน้าที่การงาน และบทบาทต่างๆที่เราต้องปฏิบัติ

เราไปฝึกโยคะที่สวนรถไฟบ่อย และการไปแต่ละครั้ง แทบจะจำได้ว่า มีใครบ้างที่ไปออกกำลังหรือบริหารร่างกาย
ทั้งคนที่ไปปั่นจักรยาน คนที่วิ่ง หรือแม้แต่คุณตาคุณยายกลุ่มใหญ่ที่ไปรำไม้พลอง
เป็นภาพที่พบเห็นเป็นประจำ ส่วนวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะมีบางครอบครัวที่พากันมาเดินเล่นออกกำลังกาย

อย่างน้อย การใส่ใจสุขภาพแม้อาทิตย์ละวัน หรือ สองสามวันต่อครั้ง
เคยมีคนค้านว่า ไม่ได้มีเวลาว่างแบบเรา หรือต้องรีบไปทำงาน เลิกงานก็มืดคำ่ จะเอาเวลาที่ไหนไปทำแบบนั้นได้ ขืนไปสายบ่อยมีหวังได้ออกมาวิ่งหรือออกกำลังกายอย่างเดียวแน่ๆ
อาจไม่ใช่การไปวิ่ง ไปออกกำลังจนเหนื่อยหอบ

การเริ่มต้นด้วยการลดอาหารที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ที่มีผลในการบั่นทอนสุขภาพ ก็เป็นอีกทางหนึ่ง
เพิ่มเมนูอาหารสุขภาพบ้างเล็กๆน้อยๆ
ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเมนูอาหารต่างๆกัน

สิ่งที่เราทุกคนมีเท่ากันคือเวลา คนละ 24 ชม ในหนึ่งวัน

เราก็มีเวลาของเรา คุณก็มีของคุณ
สุดแท้แต่ว่า ใครจะจัดสรรเวลาที่มีอย่างไร
คงไม่มีใครบอกเราได้ดีเท่าตัวของเราเอง


วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แกนของร่างกายมนุษย์ กับอาการปวดหลัง

แกนของร่างกายมนุษย์เราก็คือกระดูกสันหลัง ซึ่งประกอบไปด้วยกระดูกต่างๆที่มีหลายชิ้น กระดูกสันหลังเป็นส่วนที่รับนำ้หนักของร่างกาย และเป็นส่วนที่ช่วยในการทรงตัวขุ้นพื้นฐาน ช่วยในการเคลื่อนไหวร่างกายไปในทิศต่างๆเช่นเดียวกัน

ร่างกายของคนเราสามารถกำหนดท่าทางต่างๆในการยืนเดินนั่งนอนได้นับไม่ถ้วน แต่รูปแบบหลักที่สำคัญคือ ยืน นั่ง และนอน ซึ่งท่าทางต่างๆเหล่านี้ กระดูกสันหลังจะมีส่วนช่วยเป้นอย่างมาก โดยเฉพาะท่ายืนและท่านั่ง ซึ่งความสมดุลนี้ได้สอดคล้องกับกฏธรรมชาติและแรงโน้มถ่วง แต่หากเราโค้งตัวหรือโค้งโครงกระดูกสันหลังออกไป เท่ากับว่าเราได้เลื่อนเอาจุดศูนย์กลางของแรงโน้มถ่วงออกไปด้วย



และความสมดุลและการทรงตัวของเราจะอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงมาก แต่ร่างกายจะมีการปรับสมดุลดังกล่าว โดยกล้ามเนื้อรอบๆกระดูกสันหลังจะรับแรงกด ซึ่งจุดนี้เราจะพบว่า มีอาการปวดหลัง บางคนก็จะมีอาการดังกล่าวเสมอ
การทำให้โครงกระดูกและกระดูกสันหลังตั้งตรงในขณะยืนก็มีผลในทางจิตวิทยาด้วย เช่นคนที่เศร้าโศกมักจะเดินด้วยไหล่โค้งงอ และหลังไม่ตรง ทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่รอบกระดูกสันหลังเจ็บปวดไปด้วย ซึ่งมีผลทำให้สภาพจิตทรุดหนักลงไปอีก

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ควรฝึกโยคะตามหนังสือเล่มไหนดี?


ตำราฝึกโยคะมีขายทั่วไป ซึ่งเราสามารถหาได้ไม่ยากครับ ตามร้านหนังสือใหญ่ๆจะหาได้ง่ายกว่าร้านเล็ก ส่วนนิตยสารก็เห็นมีวางขายอยู่เช่นเดียวกัน ส่วนจะให้เราแนะนำว่าเล่มไหนดีกว่าเล่มไหน คงต้องให้ผู้ที่สนใจทดลองอ่านและเปรียบเทียบเอาเอง ตามแต่ความสนใจและความชอบของแต่ละคน มีสิ่งหนึ่งที่แนะนำได้คือ หนังสือทุกเล่มมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ดังนั้นจึงหาตำราฝึกที่ดีที่สุดไม่ได้ครับ เพราะความต่างที่กล่าวมา
สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ตำราฝึกเล่มไหนก็ไม่สำคัญเท่าตัวคุณเอง เพราะการฝึกโยคะนั้น ตำราที่ใช้ฝึกท่องจำและอ่านประกอบการฝึก มีเพียง 1 ส่วน แต่สิ่งสำคัญคือ การฝึกฝน ความอดทนและความตั้งใจพยายาม เป็น 99 ส่วนที่เหลือครับ ถึงเราจะอ่านหนังสือมากมาย แต่ยังไม่ลงมือทำ ก็คงไม่เกิดผลในทางปฏิบัติให้เราได้เห็นและเข้าใจอย่างถูกต้องครับ แม้แต่คนที่ผ่านการฝึกมานาน หลายครั้งที่ท่าฝึกต่างๆ หากไม่เข้าใจถึงแก่นหรือหลักของท่านั้นๆ ก็ยังไม่สามารถทำแล้วเกิดผลตามที่หนังสือหรือตำราบอกไว้เช่นเดียวกัน
ทางที่ดีเราอ่านหนังสือ แล้วค่อยๆทำตามไปทีละขั้นตอน ส่วนหนังสือนั้น หากเริ่มจากเล่มที่เราชอบที่สุด จะทำให้เราฝึกได้สนุกด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เหตุผลที่ต้องยืดแนวสันหลัง แขน และขา


การยืดแนวกระดูกสันหลัง แขน และขา เป็นสิ่งที่เราพูดเสมอ สำหรับผู้ฝึกใหม่อาจสงสัยว่า ทำไมต้องยืดเหยียดแขนขาให้ตรง อย่างอเข่า งอแขนหรือข้อศอก
เหตุผลหนึ่งคือ ร่างกายของเราจะไม่ยืดหยุ่นผ่อนคลายตามที่ควรจะเป็น ซึ่งหัวใจของการฝึกโยคะคือการฝึกให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ได้ขยับข้อต่อ กระดูกต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการปรับสมดุลของร่างกาย และขณะเดียวกัน เรายังต้องควบคุมลมหายใจให้ถูกต้อง สมำ่เสมอ เพราะหากเราทำได้อย่างที่กล่าวมา เท่ากับว่า เราได้ปรับสมดุลของร่างกายในระดับพื้นฐานได้ ส่วนจะมากหรือน้อยแค่ไหนนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนครับ

ท่าฝึกใหม่ครับ





การฝึก
- นั่งตัวตรง พับขาขวามาด้านหน้าคล้ายนั่งขัดสมาธิ พับขาซ้ายให้เข่าตั้งฉากกับพื้น (ตามภาพ)
- ยกขาซ้ายข้ามและไปไขว้เหนือเข่าและขาด้านขวา โดยที่เข่ายังตั้งสูง
- หมุนตัวเอียงมาทางด้านซ้าย ก้มตัวลงเล็กน้อย (สังเกตุว่า หมุนตัวไปด้านเดียวกันกับเข่าที่ตั้งขึ้นมา)
- แขนขวาดันเข่าและขาซ้ายที่ตั่งอยู่ แล้วเอื้อมมือไปจับเข่าขวาที่วางอยู่กับพื้น
- แขนซ้าย ยกขึ้นช้าๆ หายใจเข้า และขณะที่หายใจออก วางมือไปด้านหลังกับพื้น และหันหน้าไปด้านหลัง(หันไปด้านซ้ายจนสุด) แล้วหายใจออกอย่างช้าๆ ประมาณ 5 - 8 ลมหายใจ
- หันกลับมา และทำลักษณะเดียวกัน แต่เปลี่ยนสลับขาและแขนและทิศทางการหันของหน้าตามเช่นเดียวกันครับ
- (ภาพประกอบล่าง) สำหรับผู้ฝึกที่มีความชำนาญสูงขึ้นอีกในระดับหนึ่งครับ
- ขณะที่เราใช้แขนขวาดันเข่าซ้ายอยู่นั้น ให้สอดแขนเข้าไปใต้ขา และอ้อมไปด้านหลัง และใช้มือจับข้อมือซ้ายที่อ้อมมาด้านหลังแล้วบิดตัวหันไปด้านซ้าย และหายใจเข้าออกช้าๆ เช่นเดียวกับผู้ฝึกในระดับต้น 5 - 8 ลมหายใจเช่นเดียวกัน

*** ข้อควรระวัง
การฝึกในระดับต้นและระดับสูง ควรทำอย่างผ่อนคลายและค่อยเป็นค่อยไปครับ หากฝืนในขณะที่ร่างกายยังไม่พร้อม อาจได้รับความเจ็บปวดช่วงไหล่ แขน หรือหลัง เน้นว่าค่อยเป็นค่อยไปครับ
วันนี้เราทำไม่ได้ วันหน้าเราก็ทำได้ ถ้ามีความตั้งใจและความพยายามครับ อย่าพึ่งท้อเสียก่อน

ดูแลสุขภาพด้วยครับ ห่มผ้าหนาๆ อุ่นๆ และอย่านอนดึก ขณะที่ชีวิตอยู่กับเรา ควรดูแลเขาให้ดีๆครับ
ด้วยความปราถนาดี

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ผักผลไม้สด สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม


วันนี้ในเมนูอาหารของเรามีผักผลไม้บ้างหรือเปล่า
ลองสำรวจดูว่า ตั้งแต่ตื่นนอน เมนูมื้อเช้า กลางวัน เย็น หรือรอบคำ่รอบดึก ซึ่งก็คงแล้วแต่กิจวัตรและชีวิตประจำวันของแต่ละคน
หากเป็นไปได้ เราขอแนะนำให้เพิ่มเมนูผักและผลไม้ลงไปในแต่ละวัน เริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาก
และที่สำคัญ ผักผลไม้นั้นต้องสดครับ
เช่นอาจหาผักสดสามสี่ชนิดใส่จานขนาดกลางไม่ใหญ่มาก หรือผลไม้สักสองสามลูก ล้างให้สะอาดพอประมาณ เช่นแอปเปิล เราไม่ต้องปอกเปลือก แล้วทานผักผลไม้นั้นทั้งสดๆ
ถ้าจะให้ดี ลองทานแทนของว่าง สักวันละจาน หรือสองสามวันทานสักจานหนึ่งก็ได้ครับ
ร่างกายเราจะได้รับสารอาหารที่มาจากสิ่งเหล่านี้ โดยที่ไม่ต้องผ่านการสกัดในรูปแบบอื่นแต่อย่างใด
ทำบ่อยๆ หรือทำเท่าที่เรามีโอกาสจะดีมากครับ
ผักผลไม้บ้านเราหาไม่ยาก แต่แนะนำให้ซื้อจากตลาดจะดีกว่าครับ
เราเคยซื้อกล้วยนำ้ว้ามาจากแผนกอาหารในห้างสรรพสินค้า
ขนาดวางไว้เฉยๆเกือบสัปดาห์ ผิวนอกของเปลือกกล้วยยังสีสันสวยงาม ไม่ดำ ไม่เปลี่ยนแปลง
ดูแล้วอันตรายครับ ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร หากเทียบกับกล้วยในตลาดสดแถวบ้าน เปลือกจะเปลี่ยนสีเร็วกว่า
ทานผักผลไม้เยอะแล้วดีหลายอย่างครับ ที่สำคัญคือช่วยระบบขับถ่ายของร่างกายได้ดีมาก

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อุ่นเครื่องร่างกายก่อนลุกจากที่นอน


สวัสดีครับ เรากลับมาจากการพักผ่อนและหาความรู้เพิ่มเติม ภาพที่พบเห็นยังคงเป็นภาพของคนไทยที่ป่วย หน้าตาอิดโรย เคร่งเครียด ซึ่งก็คงไม่ใช่สิ่งใหม่ครับ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมที่เร่งรีบ อย่างไรก็ขอเอาใจช่วยทุกคนให้มีสุขภาพแข็งแรงเช่นเคย
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับร่างกายของมนุษย์ครับ เพื่อนของเราหลายคนมุ่งมั่นทำงาน (ให้คนอื่น ) โดยที่ไม่พักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งน่าเสียดายครับที่ร่างกายเราควรจะได้รับการพักบ้าง เพื่อเป็นการซ่อมบำรุงในส่วนต่างๆ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนจริงๆครับ เพราะเราป่วยไข้แทนกันไม่ได้จริงๆ สุขภาพของใครก็คงต้องดูแลกันเอาเองนะครับ (ด้วยความปราถนาดี)
ท้ายที่สุดแล้ว วันนี้เรามาแนะนำการอุ่นเครื่องร่างกายเมื่อตื่นนอน แบบไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวายมากครับ ไม่เกินห้านาที และทำในขณะนอนบนเตียงนอน ซึ่งก้ยังดีกว่าการที่เราลุกขึ้นมาแล้วรีบเร่งไปทำกิจวัตรและลืมการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในที่สุด อันนี้ก็แล้วแต่สะดวกครับ ไม่ว่ากันถ้าใครจะนำไปทำตามหรือไม่

การปฏิบัติ
หลังจากรู้สึกตัวว่าตื่นนอนแล้ว ตั้งสมาธิ หรือตั้งสติสักครู่ นอนหงาย ลำตัวตรง ขาทั้งสองชิดติดกัน มือสองข้างวางขนานลำตัว หายใจเข้าออกช้าๆ โดยปิกปาก และหายใจทางจมูกให้มีเสียงลมหายใจผ่านลำคอ เราจะรู้สึกได้ว่า หายใจได้ลึกขึ้น หายใจลักษณะนี้สักครู่ ประมาณ 3 นาที แล้วค่อยๆขยับนิ้วเท้าทั้งสองทุกนิ้ว เพื่อให้ร่างกายตื่นตัว แล้วจึงขยับนิ้วมือในลักษณะเช่นเดียวกัน ( ยังคงหายใจลึกๆผ่านลำคอครับ)
หลังจากร่างกายเริ่มรู้สึกตื่นตัวแล้ว จึงหันหน้าไปทางด้านซ้าย จนแก้มชิดกับที่นอน และหันไปทางด้านขวา ทั้งสองข้างทำอย่างค่อยเป็นไปครับ ไม่ควรรีบเร่ง
ขั้นต่อไปให้ประสานมือทั้งสองข้างแล้วยืดเหนือศรีษะ แล้วพลิกฝ่ามือหงาย เหยียดให้สุดและหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับยืดร่างกายทุกส่วนไปพร้อมกัน ( ปลายมือจรดปลายเท้า ) แล้วจึงหายใจออกอย่างผ่อนคลาย และปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลาย ( วิธีการคล้ายกับบิดตัวเวลาเมื่อย) แล้วหายใจเข้าออกลึกๆอีกสามสี่ครั้ง และหันตัวเอียงด้านใดด้านหนึ่ง แล้วดันตัวลุกขึ้นจากที่นอน
เท่านี้เราก้พร้อมที่จะทำกิจกรรมประจำวันได้แล้วครับ ทำไม่ยาก แต่ส่วนมากเราตื่นแล้วมักจะลุกมายืนงงกันเป็นส่วนมาก หากไม่ลืม ลองทำดูบ้างก็ดีครับ